PDI เดินหน้าขยายการลงทุนต่อเนื่องในครึ่งปีหลัง

PDI เร่งขยายการลงทุนให้ได้ตามเป้าหมายในครึ่งปีหลัง เผยสถานะการเงินสุดแข็งแกร่ง มีเงินทุนมากกว่า 2 พันล้านบาทพร้อมลงทุน ตั้งเป้าขยายธุรกิจโรงไฟฟ้าเพิ่มกำลังการผลิตรวมโซลาร์ฟาร์มให้ได้ 100 เมกะวัตต์ภายในปีนี้ มั่นใจรายได้และกำไรในปี 2561 เป็นไปในทิศทางที่ดี แม้จะไม่สูงมากเท่ากับปีที่แล้ว          

นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI เปิดเผยว่า ขณะนี้บริษัทฯ อยู่ระหว่างการศึกษาเพื่อเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนรวมถึงธุรกิจใหม่ๆ อย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้มีเงินทุนที่พร้อมลงทุนแล้วไม่ต่ำกว่า 2,000 ล้านบาท ซึ่งเบื้องต้นมีความเป็นไปได้สูงที่จะมีการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนเพิ่มเติมช่วงที่เหลือของปีนี้ โดยตามเป้าหมายบริษัทฯ จะขยายการลงทุนธุรกิจพลังงานทดแทนให้ได้ 100 เมกะวัตต์ภายในปีนี้

” การดำเนินธุรกิจในกลุ่มธุรกิจด้านพลังงานของพีดีไอ ถือว่ามีความคืบหน้าไปมาก และมีโอกาสได้เห็นการลงทุนใหม่เพิ่มเติมในช่วงครึ่งปีหลัง ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและวัสดุรีไซเคิลอยู่ระหว่างการเริ่มดำเนินงาน ขณะที่อยู่ระหว่างพิจารณาเข้าซื้อกิจการที่น่าสนใจ และได้ผลตอบแทนที่ดี เพื่อสร้างรายได้และผลกำไรที่ยั่งยืนต่อเนื่อง ” นายฟรานซิสกล่าว

นายฟรานซิส กล่าวต่อว่า แนวโน้มผลประกอบการ ในปี2561 บริษัทฯ จะมีรายได้และกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทน และธุรกิจการค้าโลหะสังกะสีที่ดำเนินการอย่างเต็มตัวในปีนี้ หลังจากที่ได้ยุติธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตแบบเดิมไปเมื่อปีที่ผ่านมา โดยได้ตั้งเป้าหมายจำหน่ายโลหะสังกะสีจำนวน 50,000 ตันในปีนี้

อนึ่ง เมื่อวันที่ 18 พ.ค.2561   บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI ได้ดำเนินจดทะเบียนเพิ่มทุน กับ กระทรวงพาณิชย์ จาก 2,260,000,000 บาท เป็น 3,013,333,330 บาท โดยออกหุ้นสามัญ จำนวน 75,333,333 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ หุ้นละ 10 บาท รวมเป็นจำนวน 753,333,330 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) โดยเพิ่มทุน ครั้งนี้ จะทำให้บริษัทฯ มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง และมั่นคงมากขึ้น เพื่อรองรับการขยายการลงทุนต่างๆ ในอนาคต รวมทั้งเสริมสร้างสภาพคล่อง และความพร้อมทางด้านเงินทุนที่จะลงทุนในโครงการต่างๆ ที่มีศักยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์ และผลกำไรต่อบริษัทฯ ตลอดจนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

สำหรับ ผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2561 บริษัทฯ มีรายได้รวม 1,289 ล้านบาท ขณะที่มีกำไรสุทธิจำนวน 97 ล้านบาท ซึ่งลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2560 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 313 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทฯ ได้ยุติธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตแบบเดิมและปรับสู่ธุรกิจการค้าโลหะสังกะสีหรือเทรดดิ้งอย่างเต็มตัว อย่างไรก็ตามภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ของ PDI คาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มที่ดีมีกำไรอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจด้านพลังงานทดแทนเป็นหลัก และรายได้อื่นจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่และไม่ได้ใช้งานแล้วจากธุรกิจสังกะสี

***********************************************************

 

ข้อมูลทั่วไป

บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือเรียกย่อว่า พีดีไอ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2524 เป็นบริษัท         จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทุนจดทะเบียน 2,260 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่และถลุงแร่สังกะสีมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ในปี 2557 บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อยกระดับขึ้นสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจัดโครงสร้างธุรกิจเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี ดำเนินธุรกิจจัดหาพลังงานจากพลังงานทดแทนเป็นหลัก 2. พีดีไอ แมททีเรียล ดำเนินธุรกิจจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการรีไซเคิล และ 3. พีดีไอ อีโค ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

ไตรมาสแรกปี 2561 PDI กำไรสุทธิ 97 ล้านบาท ธุรกิจยังคงเติบโตต่อเนื่อง

PDI  เผยผลประกอบการไตรมาส 1/61 เป็นไปตามเป้าหมาย มีกำไรสุทธิ  97 ล้านบาท จากธุรกิจการค้าโลหะสังกะสีและธุรกิจพลังงานทดแทน  พร้อมเดินหน้าขยายการลงทุนในธุรกิจใหม่เพื่อสร้างรายได้และผลกำไรที่ยั่งยืนต่อเนื่อง  ตั้งเป้าขยายกำลังการผลิตรวมของโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มให้ได้อีก  100 เมกะวัตต์ ภายในปีนี้

นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท  ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI เปิดเผยถึงผลประกอบการไตรมาสแรกของปี 2561 ว่า บริษัทฯ มีรายได้รวม  1,289 ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิจำนวน 97 ล้านบาท

ผลประกอบการไตรมาสแรกปีนี้เป็นไปตามเป้าหมายที่คาดการณ์ไว้ แม้จะลดลงเมื่อเทียบกับไตรมาสเดียวกันของปี 2560  ซึ่งมีกำไรสุทธิ 313 ล้านบาท ทั้งนี้เนื่องจากบริษัทฯ ได้ยุติธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตแบบเดิมและปรับสู่ธุรกิจการค้าโลหะสังกะสีหรือเทรดดิ้งอย่างเต็มตัว  ทำให้มีกำไรหรือมาร์จิ้นการขายสังกะสีน้อยมาก เทียบไม่ได้กับโลหะสังกะสีที่ผลิตจากสต็อกแร่ต้นทุนต่ำที่มีอยู่เมื่อปีที่แล้ว  อย่างไรก็ตามภาพรวมผลประกอบการในปีนี้ของ PDI คาดว่าจะยังคงมีแนวโน้มที่ดีมีกำไรอย่างต่อเนื่องจากธุรกิจด้านพลังงานทดแทนเป็นหลัก และรายได้อื่นจากการบริหารจัดการสินทรัพย์ที่มีอยู่และไม่ได้ใช้งานแล้วจากธุรกิจสังกะสี

PDI ประสบความสำเร็จด้านการลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านธุรกิจสังกะสีสู่ธุรกิจใหม่ที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยเฉพาะธุรกิจพลังงานทดแทน ปัจจุบัน PDI  มีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์มที่เปิดดำเนินการแล้วทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นรวม 50  เมกะวัตต์ ซึ่งสามารถรับรู้รายได้และมีกำไรทดแทนธุรกิจสังกะสี ในปีนี้ PDI  จะดำเนินการปรับปรุงการดำเนินงานโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มทั้งหมดในกลุ่มพีดีไอ เอ็นเนอร์ยี เพื่อให้การผลิตเป็นไปด้วยความราบรื่น ขณะเดียวกันอยู่ระหว่างการพิจารณาการลงทุนเพิ่มเติม โดยตั้งเป้าหมายเพิ่มกำลังการผลิตให้ได้อีก 100 เมกะวัตต์ภายในปีนี้   PDI ยังคงมองหาโอกาสเข้าลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่มีศักยภาพในการสร้างรายได้และกำไรเพื่อสร้างผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง

ข้อมูลทั่วไป

บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือเรียกย่อว่า พีดีไอ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2524 เป็นบริษัท จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทุนจดทะเบียน 2,260 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจเหมืองแร่และถลุงแร่สังกะสีมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ในปี  2557 บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อยกระดับขึ้นสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจัดโครงสร้างธุรกิจเป็น 3  กลุ่มหลัก ได้แก่ 1. พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี ดำเนินธุรกิจจัดหาพลังงานจากพลังงานทดแทนเป็นหลัก 2. พีดีไอ แมททีเรียล ดำเนินธุรกิจจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการรีไซเคิล และ 3. พีดีไอ อีโค ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

 

ผู้ถือหุ้น PDI ไฟเขียวจ่ายปันผล 1.50 บาท/หุ้น

ผู้ถือหุ้น PDI ไฟเขียวจ่ายปันผล 1.50  บาท/หุ้น  และออกวอแรนต์ 75.33 ล้านหน่วย จัดสรรให้ผู้ถือหุ้นเดิมโดยไม่คิดมูลค่า พร้อมเพิ่มทุน 75.33 ล้านหุ้นรองรับการใช้สิทธิ คาดผลประกอบการปี 2561 มีแนวโน้มที่ดี เร่งขยายการลงทุนต่อเนื่อง

นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) (PDI) เปิดเผยว่า ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการประจำปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 1.50 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิน 339 ล้านบาท กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผลและกำหนดจ่ายเงินปันผล ในวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม  2561

นอกจากนี้ ที่ประชุมยังอนุมัติออกเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิ  (วอร์แรนต์) ที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ  ครั้งที่ 1 (PDI-W1)  จำนวน 75,333,333 หน่วย  ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในอัตรา 3 หุ้น ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยไม่คิดมูลค่า  โดยราคาใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิที่ออกและเสนอขายให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมเท่ากับ 33 บาทต่อหุ้นและมี อายุใบสำคัญแสดงสิทธิ 3 ปี นับตั้งแต่วันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ (ตั้งแต่วันที่ 15 พฤษภาคม 2561 จนถึงวันที่ 14 พฤษภาคม 2564)

บริษัทจะเพิ่มทุนจดทะเบียน จาก 2,260,000,000 บาท เป็น 3,013,333,330 บาท  โดยออกหุ้นสามัญ จำนวน 75,333,333 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้ หุ้นละ 10 บาท รวมเป็นจำนวน 753,333,330 บาท  เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ  ครั้งที่ 1  (PDI-W1)  สำหรับการเพิ่มทุน ครั้งนี้จะส่งผลให้บริษัทฯ มีโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่งและมั่นคงมากยิ่งขึ้น เพื่อรองรับการขยายการลงทุนต่างๆ ในอนาคต รวมทั้งเสริมสร้างสภาพคล่องและความพร้อมทางด้านเงินทุนที่จะลงทุนในโครงการต่างๆ ที่มีศักยภาพ อันจะก่อให้เกิดประโยชน์และผลกำไรต่อบริษัทฯ  ตลอดจนช่วยสร้างมูลค่าเพิ่มให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

 

นายฟรานซิส  กล่าวต่อถึงแนวโน้มผลการดำเนินงานในปี 2561 ว่ารายได้และกำไรในปีนี้เชื่อว่าจะออกมาเป็นที่น่าพอใจในระดับหนึ่ง  แต่คงจะไม่เทียบเท่ากับผลประกอบการในปี 2560  ซึ่งราคาโลหะสังกะสีโลกปรับตัวสูงและยังมีสต็อกโลหะสังกะสีต้นทุนต่ำเช่นในปีที่ผ่านมา  โดยในปีนี้บริษัทฯ มีรายได้และกำไรจากธุรกิจพลังงานทดแทนของกลุ่มพีดีไอ เอ็นเนอร์ยี ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการผลิตทั้งในและต่างประเทศ (ญี่ปุ่น) แล้วทั้งสิ้น 50  เมกะวัตต์   โดยมีเป้าหมายจะลงทุนขยายกำลังการผลิตให้ได้อีก 100  เมกะวัตต์ภายในปีนี้

ในปีที่ผ่านมา บริษัทฯได้ยุติธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตแบบเดิมไปเป็นที่เรียบร้อย และปรับสู่ธุรกิจการค้าโลหะสังกะสีแบบเต็มตัวในปีนี้  และมั่นใจว่า การจำหน่ายโลหะสังกะสีจะเป็นไปตามเป้าหมายที่จำนวน 50,000 ตันต่อปี

“ บริษัทฯ มีผลประกอบการที่ดีและมีกำไรสะสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้มีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก มีกระแสเงินสดที่พร้อมในการลงทุน ทั้งนี้เรายังคงมุ่งมั่นขยายธุรกิจต่อไป มองหาโอกาสที่จะลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่มีความคุ้มค่าและได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นในธุรกิจพลังงานทดแทน บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและวัสดุ รวมถึงการเข้าซื้อกิจการที่น่าสนใจ” นายฟรานซิส กล่าว

อนึ่ง ผลประกอบการในปี 2560 บริษัทฯ มีกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปีและยังเป็นอันดับสามในรอบ 33 ปีของบริษัทฯ  โดยมีผลกำไรสุทธิจำนวน 905  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 89 จากช่วงเดียวกันของปี  2559
ข้อมูลทั่วไป

บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือเรียกย่อว่า พีดีไอ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2524 เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทุนจดทะเบียน 2,260 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจเหมืองและถลุงแร่สังกะสีมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ในปี  2557 บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่เพื่อยกระดับขึ้นสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจัดโครงสร้างธุรกิจเป็น 3  กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี ดำเนินธุรกิจจัดหาพลังงานจากพลังงานทดแทนเป็นหลัก 2.พีดีไอ แมททีเรียล ดำเนินธุรกิจจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการรีไซเคิล และ 3.พีดีไอ อีโค ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

พีดีไอเผย COD โซลาร์ฟาร์ม 11 MW แห่งที่สองที่ญี่ปุ่นแล้ว

พีดีไอ เอ็นเนอร์ยีตั้งเป้าขยายโรงไฟฟ้าให้ได้อีก 100 เมกะวัตต์ภายในปีนี

สถานะการเงินสุดแข็งแกร่ง กระแสเงินสดพร้อมลงทุนใหม่กว่า 2  พันล้าน

             พีดีไอเผย โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์แห่งที่สองที่ญี่ปุ่น “โนกาตะ”  11  เมกะวัตต์ เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เป็นที่เรียบร้อย เดินหน้ารุกขยายลงทุนพลังงานทดแทนเพิ่มต่อเนื่อง ตั้งเป้าหมายให้ได้อีก 100 เมกะวัตต์ในปีนี้ แย้มสถานะทางการเงินแข็งสุดแกร่ง  มีกระแสเงินสดพร้อมลงทุนใหม่กว่า 2,000  ล้านบาท

              นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือพีดีไอเปิดเผยถึงความคืบหน้าการดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนว่า  ขณะนี้ โรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มแห่งที่สองที่ประเทศญี่ปุ่น “โนกาตะ” ขนาด 11  เมกะวัตต์ ได้เปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์ไปเป็นที่เรียบร้อยแล้ว เมื่อวันที่ 1  มีนาคม ที่ผ่านมา ส่งผลให้พีดีไอมีกำลังการผลิตรวมของโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มทั้งในประเทศไทยและญี่ปุ่นรวม  50  เมกะวัตต์  และในปี 2561  พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี จะยังคงมุ่งเน้นดำเนินธุรกิจด้านพลังงานทดแทนทั้งในและต่างประเทศ โดยตั้งเป้าหมายลงทุนพลังงานทดแทนให้ได้อีก 100  เมกะวัตต์ภายในปีนี้

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังคงหาโอกาสการเข้าลงทุนในธุรกิจอื่นๆ ที่มีมีศักยภาพในการสร้างรายได้ และกำไร เพื่อสามารถสร้างผลตอบแทนให้กับผู้ถือหุ้นอย่างต่อเนื่อง หลังจากในปีที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ยุติธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตสังกะสีแบบเดิมไปเป็นที่เรียบร้อย และปรับรูปแบบการดำเนินธุรกิจโลหะสังกะสีสู่การเทรดดิ้งแบบเต็มตัวในปี 2561  ซึ่งผลการดำเนินงานตั้งแต่ต้นปีจนถึงปัจจุบันมีแนวโน้มที่ดี และมั่นใจว่า การจำหน่ายโลหะสังกะสีจะเป็นไปตามเป้าหมายที่จำนวน 50,000 ตันในปีนี้ พร้อมทั้งขยายโอกาสค้าโลหะอื่นๆ ต่อไปด้วย  โดยลูกค้ายังคงให้ความเชื่อมั่นต่อคุณภาพสินค้าและการบริการของพีดีไอ โดยเฉพาะบริการสนับสนุนด้านเทคนิค ซึ่งบริษัทฯ มีความเชี่ยวชาญด้านนี้มาอย่างยาวนาน

“พีดีไอได้ปรับการดำเนินธุรกิจเป็นบริษัทที่ลงทุนด้านพลังงานทดแทน วัสดุรีไซเคิล และบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม โดยมีพัฒนาการอย่างโดดเด่นชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจสังกะสีเข้าสู่ธุรกิจสีเขียว ที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  โดยได้ดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนมาตั้งแต่ปี 2559 และสามารถสร้างสัดส่วนรับรู้รายได้เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง  นอกจากนี้  บริษัทฯ จะมุ่งบริหารจัดการทรัพย์สินที่มีอยู่และไม่ได้ใช้งานแล้วในธุรกิจสังกะสี ให้เกิดมูลค่าสูงสุดคืนกลับมาให้กับบริษัทฯ ทั้งโรงงานระยองและโรงงานตากที่ได้หยุดการผลิตเป็นการถาวรในปีที่ผ่านมา” นายฟรานซิส กล่าว

ปี 2560 พีดีไอบรรลุผลสำเร็จอย่างดีเยี่ยมจากผลประกอบการที่เติบโตทำกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปีและยังเป็นอันดับสามในรอบ 33 ปีของบริษัทฯ  โดยมีผลกำไรสุทธิจำนวน 905  ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 89 จากช่วงเดียวกันของปี  2559 โดยได้รับอานิสงส์จากราคาสังกะสีโลกในปีที่ผ่านมา เฉลี่ยทั้งปีปรับตัวสูงร้อยละ 40  และจากผลประกอบการที่ดีและมีกำไรอย่างต่อเนื่อง ทำให้บริษัทฯ มีสถานะการเงิน ที่แข็งแกร่งมาก ซึ่งมีกระแสเงินสดที่พร้อมลงทุนกว่า 2,000  ล้านบาท

********************************************                          

ข้อมูลทั่วไป

บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือเรียกย่อว่า พีดีไอ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2524 เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทุนจดทะเบียน 2,260 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจเหมืองและถลุงแร่สังกะสีมาเป็นระยะเวลากว่า 30 ปี ในปี  2557 บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจใหม่ เพื่อยกระดับขึ้นสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน  โดยจัดโครงสร้างธุรกิจเป็น 3  กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี ดำเนินธุรกิจจัดหาพลังงานจากพลังงานทดแทนเป็นหลัก 2.พีดีไอ แมททีเรียล ดำเนินธุรกิจจัดหาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มจากการรีไซเคิล และ  3.พีดีไอ อีโค ดำเนินธุรกิจบริหารจัดการกากอุตสาหกรรมที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม

PDI โชว์งบปี 60 กำไรสุทธิสูงสุดในรอบ 10 ปี

ฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI เปิดเผยว่า ปี 2560 บริษัทฯ มีผลการดำเนินงานที่ดีมาก โดยบริษัทฯ มีรายได้รวมจำนวน 6,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 19 เทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขณะที่มีกำไรสุทธิเพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัว โดยมีจำนวน 905 ล้านบาท เพิ่มขึ้นร้อยละ 89 เมื่อเทียบกับปี 2559 ที่มีผลกำไรสุทธิ 478 ล้านบาท ซึ่งสูงสุดในรอบ 10 ปี โดยมีปัจจัยสนับสนุนหลักมาจากการดำเนินงานด้านการตลาดที่เข้มแข็ง ประกอบกับราคาโลหะสังกะสีโลกในปี 2560 ที่ปรับตัวสูงกว่าระดับ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน และค่าพรีเมียมจากการขายในประเทศที่ยังคงดีอยู่ โดยราคาเฉลี่ยโลหะสังกะสีโลกทั้งปี 2,884 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นกว่า 40% เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยของปี 2559 ที่ 2,091 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน

“ผลประกอบการปี 2560 ดีกว่าที่ได้คาดหมายไว้มาก โดยเติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปี และสูงสุดเป็นอันดับสามในรอบ 33 ปีของบริษัทฯ สาเหตุมาจากราคาโลหะสังกะสีโลกในปี 2560 ที่ปรับตัวสูงมาก ทำให้บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้และทำกำไรได้อย่างเต็มที่จากสต็อกโลหะสังกะสีที่ผลิตจากแร่เหมืองแม่สอดที่มีต้นทุนต่ำมากที่มีอยู่จำนวนกว่า 30,000 ตัน ซึ่งได้กระจายการจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศ นอกจากนี้ PDI ยังสามารถบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับรู้รายได้มากขึ้นจากธุรกิจใหม่ด้านพลังงานทดแทนเป็นครั้งแรก” ฟรานซิส กล่าว

ในปีที่ผ่านมา PDI ได้บรรลุผลสำเร็จตามแผนการยุติธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตแบบเดิมก่อนปรับสู่ธุรกิจเทรดดิ้งโลหะสังกะสีแบบเต็มตัวในปีนี้ รวมทั้งเดินหน้ามุ่งเน้นการดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทนเพื่อสร้างรายได้และกำไรอย่างต่อเนื่อง โดยขณะนี้กลุ่มธุรกิจด้านพลังงานมีความคืบหน้าไปมาก ขณะที่ธุรกิจเกี่ยวกับการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและวัสดุรีไซเคิลเพิ่งจะเริ่ม รวมถึงการเข้าซื้อกิจการที่น่าสนใจก็อยู่ในการพิจารณาลงทุนของบริษัทฯ เช่นกัน

PDI มั่นใจผลประกอบการปี 2560 จะดีมาก มีกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปี

PDI มั่นใจผลประกอบการปี 2560 มีโอกาสเติบโตทำกำไรสูงสุดในรอบ 10 ปีและเป็นอันดับสองในรอบ 33 ปีของพีดีไอ จากอานิสงส์ราคาสังกะสีโลกปีนี้เฉลี่ยทั้งปีปรับตัวสูง 40% เปิดช่องให้ทำกำไรได้อย่างเต็มที่จากโลหะสังกะสีที่ผลิตจากแร่แม่สอดที่มีต้นทุนต่ำ เสริมสร้างสถานะการเงินพีดีไอแข็งแกร่ง บรรลุผลสำเร็จในช่วงเปลี่ยนผ่านจากธุรกิจสังกะสีสู่ธุรกิจใหม่ที่สร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน

นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI เปิดเผยว่า คาดแนวโน้มผลประกอบการปี 2560 จะดีกว่าที่ได้คาดหมายไว้มาก มีโอกาสเติบโตสูงสุดในรอบ 10 ปีและสูงสุดเป็นอันดับสองในรอบ 33 ปีของบริษัทฯ

แนวโน้มผลประกอบการที่ดีมากนี้ สาเหตุหลักมาจากราคาโลหะสังกะสีโลกในปีนี้ที่ปรับตัวสูงกว่าระดับ 3,200 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน โดยราคาเฉลี่ยทั้งปี 2,884 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นกว่าร้อยละ 40 เมื่อเทียบกับราคาเฉลี่ยของปี 2559 ที่ 2,091 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน ซึ่งเปิดโอกาสให้บริษัทฯ สามารถสร้างรายได้และทำกำไรได้อย่างเต็มที่จากสต็อกโลหะสังกะสีที่ผลิตจากแร่เหมืองแม่สอดที่มีต้นทุนต่ำมากที่มีอยู่จำนวนกว่า 30,000 ตันซึ่งได้กระจายการจำหน่ายให้กับลูกค้าในประเทศ นอกจากนี้พีดีไอยังสามารถบริหารต้นทุนและควบคุมค่าใช้จ่ายได้อย่างมีประสิทธิภาพและรับรู้รายได้มากขึ้นจากธุรกิจใหม่ด้านพลังงานทดแทน

“ผลการดำเนินงานในรอบ 9 เดือน พีดีไอมีกำไรสุทธิ 637 ล้านบาท ซึ่งสูงกว่าทั้งปี 2559 ซึ่งมีกำไรสุทธิ 478 ล้านบาท ผลประกอบการที่ดีและมีกำไรสะสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้พีดีไอมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งมากและมีกระแสเงินสดจำนวนมากที่พร้อมในการลงทุนโครงการใหม่ๆ แม้ว่าจะมีการนำไปใช้ในการลงทุนซื้อกิจการโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์หรือโซลาร์ฟาร์ม 6 แห่งกำลังการผลิตรวม 30 เมกะวัตต์ มูลค่า 1,300 ล้านบาทในเดือนกันยายนที่ผ่านมาแล้วก็ตาม” นายฟรานซิสกล่าว
นายฟรานซิส กล่าวต่ออีกด้วยว่า การยุติธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตแบบเดิมใกล้จะเสร็จสิ้นลงในปีนี้ โดยเป็นไปด้วยความราบรื่นและบรรลุผลสำเร็จตามเป้าหมาย ก่อนการปรับสู่ธุรกิจการค้าเทรดดิ้งโลหะสังกะสีแบบเต็มตัวในปีหน้า

บริษัทฯ มีพัฒนาการอย่างชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจสังกะสีเข้าสู่ธุรกิจสีเขียวที่สร้างความโตอย่างยั่งยืน โดยมุ่งเน้นในธุรกิจพลังงานทดแทน บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและวัสดุรีไซเคิล รวมถึงการเข้าซื้อกิจการที่น่าสนใจก็อยู่ในการพิจารณาลงทุนของบริษัทฯ เช่นกัน

PDI โชว์กำไร 9 เดือน 637 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากรายได้จากการขายที่เพิ่มขึ้นตามราคาสังกะสีปรับตัวดีขึ้น

นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) (PDI) เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานในงวด 9 เดือนแรกของปีนี้ (สิ้นสุดเดือนกันยายน 2560) บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ 4,328 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 16% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีรายได้จำนวน 3,741 ล้านบาท และมีกำไรสุทธิ 637 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 80% เทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนมีกำไรสุทธิ 352 ล้านบาท

ผลการดำเนินงานมีกำไรที่ดีมากนี้มาจากราคาโลหะสังกะสีโลกที่ปรับตัวสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยราคาเฉลี่ยในรอบ 9 เดือนของปีนี้อยู่ที่ 2,781 ดอลลาร์สหรัฐฯต่อตัน เพิ่มขึ้นถึงร้อยละ 43 จากในช่วงเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 1,948 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน อัตรากำไรขั้นต้นใน 9 เดือนแรกของปี 2560 เพิ่มขึ้นอย่างมากจาก 629 ล้านบาท ในช่วงเดียวกันของปี 2559 เพิ่มเป็น 969 ล้านบาท ถึงแม้ว่าต้นทุนขายจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากมีการจำหน่ายโลหะสังกะสีจากการนำเข้าในสัดส่วนที่เพิ่มขึ้นมากจากช่วงเดียวกันของปี 2559

สำหรับผลประกอบการในไตรมาส 3/2560 บริษัทฯ มีรายได้จากการขายและบริการ1,439 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 17% จากช่วงเดียวกันของปีก่อนที่มีรายได้จากการขายและบริการ 1,231ล้านบาท โดยมีกำไรสุทธิ 114 ล้านบาท ใกล้เคียงกับช่วงเดียวกันของปีก่อนซึ่งมีกำไรสุทธิ 222 ล้านบาท การยุติธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตแบบเดิมส่งผลให้ปริมาณการจำหน่ายรวมในไตรมาส 3 ปี 2560 ลดลงร้อยละ 6 จากไตรมาส 3 ปี 2559 โดยปริมาณการจำหน่ายโลหะสังกะสีจากการนำเข้ามีสัดส่วนสูงถึงร้อยละ 54 ของปริมาณการจำหน่ายโลหะสังกะสีรวม สำหรับราคาโลหะสังกะสีโลกในไตรมาส 3 ปีนี้เฉลี่ยที่ 2,962 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 32 จากราคาเฉลี่ยไตรมาสเดียวกันของปีที่แล้วซึ่งเฉลี่ยที่ 2,253 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตัน

“การดำเนินงานโดยรวมในปี 2560 มีแนวโน้มที่ดีมาก เชื่อมั่นว่าจะสามารถสร้างรายได้และกำไรได้สูงกว่าในปีที่แล้วมากจากธุรกิจสังกะสีซึ่งยังเป็นธุรกิจที่สร้างรายได้หลักให้กับบริษัทฯ ในปีนี้กว่าร้อยละ 90 จากราคาโลหะสังกะสีโลกที่ปรับตัวสูงเป็นประวัติการณ์โดยราคาปรับเหนือระดับกว่า 3,000 ดอลลาร์สหรัฐฯ ต่อตันตั้งแต่กลางเดือนสิงหาคมเป็นต้นมา

บริษัทฯ มีความพัฒนาการอย่างชัดเจนในการเปลี่ยนแปลงธุรกิจเข้าสู่ธุรกิจพลังงานทดแทน โดยในเดือนกันยายน 2560 ได้เข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์มีกำลังการผลิตรวม 30 เมกะวัตต์ ในประเทศไทย ปัจจุบันบริษัทฯ มีโรงไฟฟ้าพลังแสงอาทิตย์ที่ดำเนินการผลิตแล้ว ทั้งสิ้นรวม 38.6 เมกะวัตต์ ทั้งนี้ โรงงานพลังงานแสงอาทิตย์แห่งที่สองขนาด 10.5 เมกะวัตต์ ที่ประเทศญี่ปุ่น อยู่ระหว่างการก่อสร้างและคาดว่าจะเริ่มดำเนินการผลิตได้ภายในไตรมาส 1 ปี 2561 ซึ่งจะทำให้บริษัทฯ เพิ่มกำลังการผลิตโรงไฟฟ้าที่ดำเนินการแล้วเป็น 50 เมกะวัตต์

ผลประกอบการที่ดีและมีกำไรสะสมอย่างต่อเนื่อง ทำให้พีดีไอมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งมาก มีกระแสเงินสดที่พร้อมในการลงทุน โดยยังคงมุ่งมั่นขยายธุรกิจต่อไป มองหาโอกาสที่จะลงทุนในโครงการใหม่ๆ ที่มีความคุ้มค่าและได้รับผลตอบแทนที่ดีอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งเน้นในธุรกิจพลังงานทดแทน บริหารจัดการสิ่งแวดล้อมและวัสดุรีไซเคิล รวมถึงการเข้าซื้อกิจการที่น่าสนใจก็อยู่ในการพิจารณาลงทุนของบริษัทเช่นกัน

พีดีไอลงนาม ร่วมกับอีดีแอล-เจนฯ ลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำ 114 MW ในสปป.ลาว

PDI ขยายธุรกิจพลังงานทดแทนต่อเนื่อง ลงนามร่วมลงทุนโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว Nam San 3A และ Nam San 3B รวม 114 เมกะวัตต์ โดย ตั้งเป้าถือหุ้นใหญ่ในโรงไฟฟ้าสองแห่ง ซึ่งจะทำให้พีดีไอมีโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำในภูมิภาคเอเซียได้ถึง 200 เมกะวัตต์ภายในช่วงระยะเวลาเพียง 2 ปี

นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ พีดีไอ เปิดเผยว่า พีดีไอเดินหน้าลงทุนเต็มสปีดขยายธุรกิจด้านพลังงานทดแทนอย่างต่อเนื่อง โดยพีดีไอได้ลงนามร่วมกับบริษัท อีดีแอล เจนเนอเรชั่น จำกัด (EDL- Generation Public Company) เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม 2560 ที่กรุงเวียงจันทน์ สาธารณรัฐประชาธิปไตยประชาชนลาวหรือสปป. ลาว เพื่อความร่วมมือในการร่วมลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานน้ำ 2 แห่ง คือ โรงไฟฟ้า Nam San 3A กำลังผลิต 69 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้า Nam San 3B กำลังการผลิต 45 เมกะวัตต์ รวมทั้งสิ้น 114 เมกะวัตต์

โรงไฟฟ้า Nam San 3A และโรงไฟฟ้า Nam San 3B ตั้งอยู่ที่เมือง Xieng Khouang สปป.ลาว โรงไฟฟ้าทั้งสองแห่งได้เปิดดำเนินการในเชิงพาณิชย์ (COD) แล้วประมาณ 2 ปี โดยมีสัญญาซื้อขายไฟฟ้า กับรัฐวิสาหกิจไฟฟ้าลาว (Electricite du Laos) เป็นระยะเวลา 27 ปี ทั้งนี้บริษัท พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี จำกัด ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของพีดีไอ ตั้งเป้าหมายที่จะเข้าถือหุ้นใหญ่ในโรงไฟฟ้าดังกล่าวทั้งสองแห่ง

“การลงทุนโครงการโรงไฟฟ้าพลังน้ำในสปป.ลาว ครั้งนี้ เป็นไปตามกลยุทธ์การขยายธุรกิจด้านพลังงานทดแทนของพีดีไอ โดยคาดว่าจะสามารถลงนามในสัญญาการซื้อขายหุ้น (Share Purchase Agreement) ภายในปี 2560 และจะทำให้พีดีไอ เอ็นเนอร์ยีดำเนินการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์และโรงไฟฟ้าพลังน้ำในภูมิภาคเอเซียได้ถึง 200 เมกะวัตต์ในช่วงระยะเวลา 2 ปี” นายฟรานซิสกล่าว

ปัจจุบันพีดีไอมีโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในประเทศไทยจำนวน 7 แห่ง กำลังการผลิตรวม 37 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดตาก ปราจีนบุรี ขอนแก่นและสมุทรสาคร และมีโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มจำนวน 2 แห่งที่ประเทศญี่ปุ่น กำลังการผลิตรวม 13 เมกะวัตต์ โดยโรงไฟฟ้านานาโอะได้เปิดดำเนินการเมื่อตุลาคมปีที่แล้ว ส่วนโรงไฟฟ้าโนกาตะจะเปิดดำเนินการในไตรมาสที่ 1 ปี 2561

ผู้ลงนาม
1. มาดาม รัตนา ประถมวัน กรรมการผู้จัดการและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร อีดีแอล เจนฯ
2. นายฟรานซิส  แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ พีดีไอ