รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น

รายงานการประชุมผู้ถือหุ้น

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561

ประชุมเมื่อวันอังคารที่ 24 เมษายน 2561 เวลา 14.00 น. ณ ห้องบอลรูม ศูนย์การประชุมแห่งชาติสิริกิติ์ เลขที่ 60 ถนนรัชดาภิเษก แขวงคลองเตย เขตคลองเตย กรุงเทพมหานคร

นางสาวสุธาทิพย์ พิลาสรมย์ เลขานุการบริษัท ในฐานะเลขานุการการประชุมผู้ถือหุ้น ได้แนะนำคณะกรรมการบริษัท และผู้บริหารที่เข้าร่วมประชุมดังนี้

กรรมการที่เข้าประชุม

1. นายอาสา สารสินประธานกรรมการ - ประธานที่ประชุมผู้ถือหุ้น
2. นายฟรานซิส แวนเบลเลนกรรมการผู้จัดการ และ กรรมการบริหาร
3. นายสดาวุธ เตชะอุบลกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร
4. นายทอมมี่ เตชะอุบลกรรมการ กรรมการบริหาร และ
กรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทน
5. นายวินัย วามวาณิชย์กรรมการอิสระ กรรมการบริหาร และ
ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ
6. นายอัศวิน คงสิริกรรมการอิสระ กรรมการตรวจสอบ กรรมการบริหาร และ
ประธานคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทน
7. ดร.คุรุจิต นาครทรรพกรรมการอิสระ
กรรมการที่ไม่ได้เข้าประชุม
1. นางสาวประภา ปูรณโชติกรรมการและกรรมการบริหาร
2. นางสาววิมล ชาตะมีนากรรมการ
3. นายคาเรล วินค์กรรมการอิสระ และกรรมการตรวจสอบ
4. ดร. โชคชัย อักษรนันท์กรรมการอิสระ และกรรมการบริหาร
ผู้เข้าร่วมประชุม
1. นางวรทิพย์ ฤกษ์พิบูลย์ผู้อำนวยการ - การเงิน
2. นางสาวสุธาทิพย์ พิลาสรมย์เลขานุการบริษัท - เลขานุการที่ประชุมผู้ถือหุ้น

นอกจากนี้ยังมีผู้บริหารของบริษัทฯ ที่อยู่ด้านหน้าเวทีพร้อมที่จะชี้แจงและให้ข้อมูล ในกรณีที่มีคำถามที่เกี่ยวข้อง

นางสาวสุธาทิพย์ พิลาสรมย์ เลขานุการบริษัท ได้รายงานว่ามีผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุมด้วยตนเองและโดยการมอบฉันทะมาประชุมรวม 291 ราย โดยจำแนกเป็นผู้ถือหุ้นที่มาด้วยตัวเองจำนวน 181 ราย และผู้ถือหุ้นที่มอบฉันทะจำนวน 110 ราย จากจำนวนผู้ถือหุ้นทั้งหมด 6,030  ราย นับจำนวนหุ้นได้  116,574,978 หุ้น  จากจำนวนหุ้นจดทะเบียนที่เรียกชำระแล้ว  226,000,000  หุ้น คิดเป็นร้อยละ  51.58 ซึ่งเกินกว่าหนึ่งในสามของจำนวนหุ้นของบริษัทฯ ครบเป็นองค์ประชุมตามข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อที่ 28 แล้ว

ต่อจากนั้นได้แนะนำผู้สอบบัญชีรับอนุญาตจากบริษัท ดีลอยท์  ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด    คือ คุณวัลลภ วิไลวรวิทย์  ผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เลขที่ 6797 และ คุณวุฒิวัฒน์ ภัทรโกศล ตัวแทนผู้สอบบัญชี

นอกจากนี้ได้แนะนำตัวแทนจากสมาคมส่งเสริมผู้ลงทุนไทย คือคุณวันชัย  เลิศศรีจตุพร พร้อมทั้งได้แนะนำคุณอนุพงษ์ จันทร์จิเรศรัศมี ตัวแทนจาก บริษัท หลักทรัพย์จัดการกองทุน เอ็มเอฟซี จำกัด (มหาชน) ซึ่งให้เกียรติมาเป็นสักขีพยานในการนับคะแนนเสียงแต่ละวาระของบริษัทฯ ด้วย

ก่อนเริ่มวาระการประชุม  เลขานุการบริษัทได้แจ้งให้ที่ประชุมทราบว่า ในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีนี้ บริษัทฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอเพิ่มวาระการประชุม และเสนอชื่อบุคคลผู้มีคุณสมบัติเหมาะสมเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกให้ดำรงตำแหน่งกรรมการในช่วงระหว่างวันที่ 1 พฤศจิกายน 2560   ถึงวันที่ 31 ธันวาคม 2560 ผ่านระบบข่าวของตลาดหลักทรัพย์ฯ และเผยแพร่หลักเกณฑ์การดำเนินการดังกล่าวบนเว็บไซต์ของบริษัทฯ ซึ่งปรากฏว่าไม่มีผู้ถือหุ้นท่านใดเสนอเพิ่มวาระหรือเพิ่มชื่อกรรมการแต่อย่างใด

ต่อจากนั้นได้ชี้แจงหลักเกณฑ์การออกเสียงลงคะแนน วิธีลงคะแนน และการนับคะแนนที่ใช้ใน   การประชุม ดังนี้

ในการลงคะแนนเสียงแต่ละวาระซึ่งใช้วิธียกมือ สำหรับผู้ถือหุ้นที่ไม่เห็นด้วยหรืองดออกเสียง   ให้กรอกความประสงค์ที่ไม่เห็นด้วยหรืองดออกเสียงลงในบัตรลงคะแนน พร้อมทั้งลงลายมือชื่อในบัตร    และเจ้าหน้าที่ฯจะเก็บบัตรลงคะแนนเฉพาะไม่เห็นด้วยและงดออกเสียง โดยจะไม่เก็บบัตรสำหรับกรณีเห็นด้วยยกเว้น การลงคะแนนในวาระที่ 6 พิจารณาเลือกตั้งกรรมการเข้าดำรงตำแหน่งแทนกรรมการซึ่งถึงกำหนดพ้นจากตำแหน่งตามวาระ เจ้าหน้าที่จะเก็บบัตรลงคะแนนจากผู้ถือหุ้นในทุกกรณี ไม่ว่าจะเป็นเห็นด้วย ไม่เห็นด้วย หรืองดออกเสียง เพื่อให้การดำเนินการประชุมเป็นไปตามแนวทางการกำกับดูแลกิจการที่ดี

ในการนับคะแนน บริษัทฯ จะใช้วิธีหักคะแนนเสียงไม่เห็นด้วยและงดออกเสียงจากจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และส่วนที่เหลือจะถือว่าเป็นคะแนนเสียงที่เห็นด้วยในระเบียบวาระนั้นๆ  ทั้งนี้ ในการพิจารณาคะแนนเสียงดังกล่าว จะคำนึงถึงการลงคะแนนเสียงที่ผู้ถือหุ้นได้มอบฉันทะแสดงเจตนาไว้ตามหนังสือมอบฉันทะด้วย และสำหรับการออกเสียงลงคะแนนในทุกวาระที่ต้องมีการขอมติ จะใช้มติเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน  เว้นแต่กฎหมายกำหนดให้ต้องได้มติมากกว่าเสียงข้างมาก และหากวาระใดที่ไม่มีผู้ใดไม่เห็นด้วยหรืองดออกเสียง ประธานฯ จะสรุปว่าในวาระนั้นๆ ผู้เข้าร่วมประชุมมีมติเป็นเอกฉันท์อนุมัติตามที่เสนอ

สำหรับบัตรลงคะแนนเสียงใดที่ไม่สามารถแสดงถึงความประสงค์ของผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะได้อย่างชัดเจนว่าจะลงคะแนนเสียงไปในทางใด จะถือว่าเป็นบัตรเสีย เช่น การทำเครื่องหมายทั้งในช่องเห็นด้วยและไม่เห็นด้วย หรือทำเครื่องหมายไม่ชัดเจน หรือขีดฆ่าเครื่องหมายใดโดยไม่ลงลายมือชื่อกำกับบริเวณที่ขีดฆ่านั้น เป็นต้น

ทั้งนี้ในบางวาระ ประธานฯอาจจะกำหนดวิธีนับคะแนนเสียงเป็นอย่างอื่นตามความเหมาะสม

ผู้ถือหุ้นมีคะแนนเสียงหนึ่งเสียงต่อหนึ่งหุ้น และผลการนับคะแนนของแต่ละวาระจะประกาศให้ที่ประชุมทราบในวาระถัดไป

หากผู้ถือหุ้นมีข้อซักถาม ขอให้ซักถามในวาระที่กำลังรับทราบหรือกำลังพิจารณานั้นๆ ให้ตรงตามวาระ โดยขอให้สอบถามผ่านไมโครโฟนที่จัดเตรียมไว้ และแจ้ง ชื่อ-นามสกุล พร้อมทั้งระบุว่าเป็นผู้ถือหุ้นมาประชุมด้วยตนเองหรือเป็นผู้รับมอบฉันทะ ก่อนถามคำถาม  หากเป็นเรื่องอื่นๆ นอกเหนือจากวาระที่กำลังรับทราบหรือพิจารณาอยู่นั้น ขอให้ท่านผู้ถือหุ้นโปรดซักถามในวาระที่ 14 เรื่องอื่นๆ

ทั้งนี้ จำนวนผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะในแต่ละวาระอาจไม่เท่ากัน เนื่องจากอาจมีผู้ถือหุ้นหรือผู้รับมอบฉันทะบางท่านเข้ามาประชุมเพิ่มเติมหรือกลับก่อน

เมื่อผู้ถือหุ้นรับทราบและเห็นชอบวิธีการออกเสียงลงคะแนน การนับคะแนน และการประกาศผลคะแนนตามที่กล่าวข้างต้น และเนื่องจากผู้ถือหุ้นและจำนวนหุ้นที่ผู้ถือหุ้นถืออยู่ซึ่งมาประชุมในวันนี้  ครบเป็นองค์ประชุมตามข้อบังคับของบริษัทฯ แล้ว ประธานฯ จึงได้ดำเนินการประชุมตามวาระที่ได้ระบุไว้ในหนังสือนัดประชุมฯลงวันที่ 23 มีนาคม 2561 ดังนี้

วาระที่ 1 : เรื่องที่ประธานฯ จะแจ้งให้ที่ประชุมทราบ

ประธานฯ ได้ขอให้เลขานุการบริษัทแจ้งรายงานสถานะการถือหุ้นของบริษัทฯ เลขานุการบริษัทได้รายงานว่า ณ วันที่ 21 มีนาคม 2561 ซึ่งเป็นวันกำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการเข้าร่วมประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ในครั้งนี้ (Record Date)  บริษัทฯ มีผู้ถือหุ้นทั้งสิ้น 6,083 ราย  แบ่งออกเป็นผู้ถือหุ้นสัญชาติไทย  6,045 ราย ถือหุ้นเป็นจำนวนรวม 214,320,390 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 94.83 และผู้ถือหุ้นสัญชาติต่างด้าว 38 ราย  ถือหุ้นเป็นจำนวนรวม 11,679,610 หุ้น คิดเป็นร้อยละ 5.17”

ที่ประชุมรับทราบ

วาระที่ 2 : พิจารณารับรองรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560

ประธานฯ ขอให้ที่ประชุมพิจารณารับทราบรายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2560 ที่ปรากฏในสิ่งที่ส่งมาด้วยลำดับที่ 1 ซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายหนังสือเชิญประชุม โดยได้จัดส่งให้แก่ผู้ถือหุ้นล่วงหน้าแล้ว ทั้งนี้บริษัทฯ ได้จัดส่งรายงานการประชุมดังกล่าวให้ตลาดหลักทรัพย์ฯ  ภายใน 14 วัน นับจากวันประชุมฯ พร้อมทั้งเผยแพร่ทางเว็บไซต์ของบริษัทฯ ต่อเนื่องเรื่อยมาจนถึงปัจจุบัน  และได้นำส่งกระทรวงพาณิชย์ภายในระยะเวลาตามที่กฎหมายกำหนดเรียบร้อยแล้ว

ประธานฯ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถาม เมื่อไม่มีคำถาม  เนื่องจากเป็นวาระรับทราบการประชุมสามัญผู้ถือหุ้น ประจำปี 2560 ดังนั้นในวาระนี้จึงไม่มีการลงคะแนน

และประธานฯ ได้เรียนที่ประชุมฯว่า หลังจากการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 ในครั้งนี้เสร็จสิ้นลง บริษัทฯ จะเผยแพร่รายงานการประชุมทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษบนเว็บไซต์ของบริษัทฯพร้อมทั้งแจ้งผ่านระบบเผยแพร่สานสนเทศของตลาดหลักทรัพย์ฯ ภายในระยะเวลาที่กฎหมายกำหนด หากผู้ถือหุ้นมีข้อสังเกต หรือมีความเห็นสามารถแจ้งเลขานุการบริษัทฯ  ภายใน 1 เดือน นับจากวันประชุม และในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปีของบริษัท ตั้งแต่ปี 2562 เป็นต้นไป จะไม่มีวาระพิจารณารับรอง หรือรับทราบรายงานการประชุมอีก ซึ่งก็เป็นไปตามที่หลายๆ บริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินการเช่นนี้ อีกทั้งกฎหมาย ก็ไม่ได้กำหนดให้ต้องมีวาระรับรองหรือรับทราบรายงานการประชุม

ที่ประชุมรับทราบ

วาระที่ 3 : พิจารณารับทราบรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ประจำปี 2560

ประธานฯ ได้รายงานว่า ตามข้อคับของบริษัทฯ ข้อ 34(1) กำหนดให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี “พิจารณารับทราบรายงานที่แสดงถึงกิจการของบริษัทฯในรอบปีที่ผ่านมา”

ก่อนการรายงานสรุปผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ประธานฯ ขอให้เลขาฯ รายงานความคืบหน้าเรื่องแนวร่วมปฏิบัติของภาคเอกชนไทยในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น

เลขานุการบริษัท ได้รายงานว่าตามที่บริษัทฯ ได้ประกาศเจตนารมณ์เข้าเป็นหนึ่งในแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น หรือ CAC ในปี 2558 และเข้าสู่กระบวนการยื่นขอรับรอง  การเป็นองค์กรที่มีนโยบายและแนวปฏิบัติป้องกันการทุจริตภายในองค์กรครบถ้วนตามเกณฑ์ เมื่อวันที่     13 ธันวาคม 2559 บริษัทฯ ผ่านการรับรองจากคณะกรรมการ CACในวันที่ 9 มีนาคม 2560 และได้รับมอบประกาศนียบัตร เมื่อวันที่ 28 มิถุนายน 2560

อนึ่ง บริษัทฯ ได้ปฏิบัติตามมาตรการของ CAC ทุกข้อ อย่างเคร่งครัด เป็นประจำทุกปี ทั้งก่อนและหลังได้ใบรับรอง อย่างไรก็ตามใบรับรองดังกล่าวมีอายุ 3 ปี และจะหมดอายุในวันที่ 9 มีนาคม 2563 ซึ่งบริษัทฯ    มีแผนที่จะดำเนินการยื่นต่อการรับรอง (Recertification) ภายในสิ้นปี 2562 เพื่อยืนยันเจตนารมณ์อันมุ่งมั่นดังกล่าว และเพื่อให้มั่นใจได้ว่า บริษัทฯ มีการปฏิบัติอย่างสม่ำเสมอ และเป็นไปตามมาตรการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ตามเกณฑ์ที่ CAC กำหนด อย่างถูกต้องครบถ้วน

จากนั้น ประธานฯ ได้เชิญนายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ รายงานสรุปผลการดำเนินงาน ของบริษัทฯ ปี 2560

ซึ่งนายฟรานซิสฯ ได้นำเสนอรายงานผลการดำเนินงานของบริษัทฯ ในปี 2560 ดังนี้

บทสรุปผู้บริหาร

  • บริษัทฯ เข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เมื่อวันที่ 21 กรกฎาคม 2530 ปัจจุบันดำเนินงานใน 3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจที่มุ่งเน้นจัดหาวัสดุที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจากการรีไซเคิล และธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม  โดยมีทุนจดทะเบียนชำระแล้ว 2,260 ล้านบาท ในปีที่ผ่านมา ผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ ได้แก่ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด ราคาหุ้นของบริษัทฯ ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ราคาต่ำสุด 18 บาท ราคาสูงสุด 31 บาท และปัจจุบัน (ณ ช่วงวันประชุมผู้ถือหุ้น) ราคาเฉลี่ย 25-26 บาท ต่อหุ้น โดยมีมูลค่าตลาดรวม 6,000 ล้านบาท

โครงสร้างการถือหุ้นในบริษัทฯ

  • ณ วันที่ 21 มีนาคม 2561 ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของบริษัทฯ มีดังนี้ บริษัท คันทรี่ กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นในสัดส่วน 25% กระทรวงการคลัง ถือหุ้นสัดส่วน 13.81% และธนาคาร กรุงเทพ จำกัด (มหาชน) ถือหุ้นสัดส่วน 3.23% โดยโครงสร้างการถือหุ้น คล้ายกับโครงสร้างการถือหุ้นเดิมในปีก่อน

วิสัยทัศน์

บริษัทฯยังคงยึดมั่นในค่านิยมเดิม ที่ขับเคลื่อนบริษัทด้วยนวัตกรรม  สร้างมูลค่าเพิ่มสูงสุดให้กับลูกค้า โดยเคารพต่อพนักงาน ระบบนิเวศ และสิ่งแวดล้อม ทั้งเรายังให้การสนับสนุนชุมชนที่เข้าไปดำเนินธุรกิจ และต้องการให้ผลตอบแทนที่ดีที่สุดเท่าที่เป็นไปได้ให้กับผู้ถือหุ้น

ทั้งนี้ บริษัทฯ มิได้จำกัดเฉพาะประเภทธุรกิจพลังงาน วัสดุ และการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม  เท่านั้น เนื่องจากต้องการแสวงหาการลงทุนในโอกาสต่างๆ ที่ทำให้บริษัทฯมีกำไรเติบโตอย่างยั่งยืน  ซึ่งการลงทุนในเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษ ภาคตะวันออก ก็เป็นสิ่งที่บริษัทฯให้ความสนใจเช่นเดียวกัน ปัจจุบันดำเนินงานใน  3 กลุ่มธุรกิจหลัก ได้แก่ ธุรกิจพลังงาน ธุรกิจที่มุ่งเน้นจัดหาวัสดุที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจากการรีไซเคิล และธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม

โครงสร้างของบริษัทฯ

ปัจจุบัน บริษัทมีธุรกิจหลัก 3 กลุ่ม ได้แก่

  1. ธุรกิจพลังงาน ถือเป็นธุรกิจมีความก้าวหน้าอย่างมาก ในปี 2561 โดยลงทุนในโรงการพลังงานหมุนเวียน โดยเฉพาะอย่างยิ่งการลงทุนในโครงการโซล่าร์ฟาร์ม
  2. ธุรกิจที่มุ่งเน้นจัดหาวัสดุที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจากการรีไซเคิล มุ่งเน้นโครงการรีไซเคิลของเสียภาคอุตสาหกรรม  ซึ่งมีความสลับซับซ้อน ด้วยเทคโนโลยีที่มีนวัตกรรมจากยุโรป โดยต้องการดำเนินโครงการในพื้นที่ระยอง โดยกรรมการผู้จัดการจะให้รายละเอียดเพิ่มเติมแก่ผู้ถือหุ้น
  3. ธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม และธุรกิจด้านการจัดการสิ่งแวดล้อม ปัจจุบันบริษัทฯได้ร่วมลงทุนกับกับ บริษัท โดวะ อีโค่ ซิสเต็ม จำกัด (DOWA) จากประเทศญี่ปุ่น เพื่อลงทุนในจังหวัดตาก โดยบริษัทฯต้องสร้างความเชื่อมั่นแก่คนในชุมชน ถึงเจตนารมณ์อันดีของบริษัทเกี่ยวกับการรีไซเคิลกากของเสีย ในประเทศไทย

ผลงานเด่นในปี 2560

  • นายฟรานซิสฯ กล่าวว่าในปีที่ผ่านมา ถือว่าเป็นเป็นที่ดีมากของบริษัทฯ โดยมีกำไรสุทธิสูงที่สุดในรอบ 10 ปี ที่ผ่านมา แม้บริษัทฯได้ยุติการดำเนินธุรกิจสังกะสีในกระบวนการผลิตแบบเดิม รวมถึงลดจำนวนพนักงานลงก็ตาม  โดยสาเหตุหลักมาจากบริษัทฯได้รับอานิสงค์จากราคาโลหะสังกะสีที่เพิ่มสูงขึ้น 40% เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน  รวมถึงกำไรจากการขายเงินลงทุนในบริษัท แม่สอดพลังงานสะอาด จำกัด จำนวน 59 ล้านบาท  ตลอดจนการเพิ่มขึ้นของการรับรู้รายได้จากโซล่าร์ฟาร์ม โดยรายได้รวมเพิ่มขึ้น 19%  และกำไรสุทธิเพิ่มขึ้น 89% แม้ว่าจะประสบกับค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นก็ตาม
  • ในปี 2561 บริษัทฯได้ดำเนินการตามแผนการยุติธุรกิจสังกะสีแบบดั้งเดิมเป็นผลสำเร็จ และมุ่งสู่ธุรกิจการค้าโลหะสังกะสีอย่างเต็มตัว ในนาม “พีดีไอ เมทัลส์” โดยในปีที่ผ่านมา ธุรกิจของพีดีไอเมทัลส์   ถือว่าดีมาก  และพนักงานมีขีดความสามารถอย่างมาก
  • จากผลการประกอบการที่ดี ทำให้คณะกรรมการเสนอเงินปันผลเพิ่มขึ้น 50% จากปีก่อน ซึ่งเป็นแนวทางของคณะกรรมการที่จะจ่ายปันผลมากที่สุดเพื่อเป็นการขอบพระคุณท่านผู้ถือหุ้น โดยจะได้นำเสนอในวาระต่อๆไป
  • ในเดือน กันยายน 2560 บริษัทฯได้มาซึ่งโซล่าร์ฟาร์มที่ดำเนินการแล้ว ในประเทศไทย จำนวนรวม 6 โรง ขนาดกำลังการผลิตรวม 30 เมกะวัตต์ ซึ่งให้ผลตอบแทนที่ดี
  • ดำเนินการก่อสร้างโซล่าร์ฟาร์มแห่งที่ 2 ในญี่ปุ่นแล้วเสร็จ (โครงการ Nogata)  โดยมีขนาดกำลังการผลิต 11 เมกะวัตต์
  • นอกจากนี้ บริษัทฯ ยังได้รับการรับรองเป็นสมาชิกแนวร่วมปฏิบัติภาคเอกชนไทย ในการต่อต้านการทุจริตคอร์รัปชั่น ตามที่เลขานุการบริษัทได้แจ้งให้ทราบแล้วนั้น โดยในปีที่ผ่านมาบริษัทฯได้คะแนน ในด้านการกำกับดูแลกิจการ (Corporate Governance – CG) เพิ่มขึ้น และได้รับการจัดอันดับ ในระดับ “ดีมาก”
  • ผลตอบแทนต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (ROE) คิดเป็น 19.89% หากพิจารณาผลตอบแทนต่อทรัพย์สิน (ROA) กว่า 16% ซึ่งถือว่าสูงมากในประวัติศาสตร์ของบริษัทฯ
  • กรรมการผู้จัดการ ได้แสดงแผนภาพงบแสดงสถานะทางการเงินโดยสังเขปดังนี้

 

  • จากสรุปของงบแสดงฐานะทางการเงิน บริษัทฯมีมูลค่าสินทรัพย์เพิ่มขึ้น เป็น 7.4 พันล้าน ในช่วง 1 ปี ที่ผ่านมา และมีเงินสดเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดยบริษัทได้นำเงินสดไปลงทุนต่อยอดในธุรกิจ จึงยังไม่รับรู้ผลตอบแทนของการลงทุนในขณะนี้
  • หนี้สินระยะสั้นลดลง เพราะมีการตั้งค่าเผื่อหนี้สินสอดคล้องกับการปิดเหมือง โดยบริษัทได้ตั้งสำรอง 200 ล้านบาท โดยตั้งสำรองในคดีแคดเมียม 9.6 ล้านบาท ซึ่งขณะนี้คดีอยู่ระหว่างการพิจารณาของศาล  รวมถึงได้มีการตั้งสำรองการปิดโรงงานตาก โรงงานระยอง  และเหมืองแม่สอด ด้วยแล้ว
  • หนี้สินระยะยาว เป็นเงินกู้ระยะยาวสำหรับโครงการโซล่าร์ฟาร์ม จำนวน 1,000 ล้านบาท
  • บริษัทฯมีส่วนของผู้ถือหุ้น 5,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 1,000 ล้านบาท  เมื่อเปรียบเทียบกับปีก่อน   โดยอัตราส่วนเงินทุนหมุนเวียนเท่ากับ 3.66 ซึ่งใกล้เคียงกับปีก่อน
  • อัตราส่วนของหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น เท่ากับ 0.4 ซึ่งอยู่ในระดับเดียวกันกับปีก่อน โดยบริษัทฯสามารถรักษาอัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้นได้เท่าเดิม แม้มีการเพิ่มขึ้นของเงินกู้ระยะยาว สำหรับโครงการโซล่าร์ฟาร์ม ก็ตาม
  • เมื่อพิจารณาราคาหุ้นของบริษัท ย้อนหลัง 5 ปี ณ สิ้นปี 2556 ราคา 9.35 บาทต่อหุ้น  เพิ่มขึ้นเป็น 16.20 บาท  โดยปี 2558 ราคาหุ้นลดลงเล็กน้อย และเพิ่มขึ้น เป็น 20.10 บาท ในปี 2559 และเป็น 21.30  ในปี 2560 ตามลำดับ โดยปัจจุบันราคาหุ้นอยู่ที่ 25-26 บาท ดังจะเห็นได้ว่า ในช่วง 5 ปี ที่ผ่านมา    ราคาหุ้นของบริษัทฯ สูงขึ้น
  • ข้อมูลเด่นของบริษัทในช่วง 5 ปีโดยข้อมูลดังกล่าว สามารถดูได้จากเว็บไซต์ของตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
  • จากนั้น กรรมการผู้จัดการแจ้งการปิดเหมืองแม่สอด ในปี 2559 และจะส่งมอบพื้นที่คืนให้กรมป่าไม้ ในกันยายนปี 2561 โรงย่างแร่ที่ระยอง ก็ปิดในปีเดียวกัน
  • เหมืองแม่สอด ได้เป็นเหมืองแร่สีเขียว บริษัทฯเตรียมส่งมอบพื้นที่กลับสู่ธรรมชาติ พร้อมสร้างเจดีย์ บนยอดดอย เพื่อแสดงถึงความเคารพศรัทธา และให้ประชาชนในท้องถิ่นเคารพสักการะ
  • นอกจากนี้ กรรมการผู้จัดการได้แสดงภาพโรงงานตาก และแจ้งให้ผู้ถือหุ้นทราบว่าจะมีการดำเนินการจัดการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช้แล้ว โดยจะสร้างรายได้เพิ่มเติม และนำไปสู่ผลกำไรที่ดี รวมถึงการรื้อถอนต่างๆ ให้เสร็จสิ้นและถูกต้องตามกฎหมาย โดยได้ทำความสะอาด โรงงานระยองแล้ว และอยู่ระหว่างการรื้อถอนทรัพย์สิน
  • เมื่อกล่าวถึงอนาคตของบริษัทฯ กรรมการผู้จัดการแสดงความเชื่อมั่นต่อผู้ถือหุ้น ให้รักษาลงทุนในบริษัทฯต่อไป โดยเชื่อมั่นว่าอนาคตใหม่ของบริษัทเพิ่งเริ่สมต้นขึ้นเท่านั้น และเชื่อว่าจะสามารถเติบโตได้อีกไกลในอนาคต ทั้งนี้ ใช้ความรู้ความสามารถ ของบุคคลากรที่มีอยู่ ทำให้บรรลุเป้าหมาย โดยมองว่าธุรกิจการค้าโลหะสังกะสี ถือเป็นเป็นอนาคตที่สดใส ส่วนธุรกิจพลังงานทดแทน บริษัทฯยังคงแสวงหาแหล่งพลังงานที่หลากหลาย เช่น พลังงานลม พลังงานหมุนเวียน  พลังงานน้ำ และพลังงานแสงอาทิตย์  เป็นต้น
  • จากนั้น กรรมการผู้จัดการ ได้รายงานความคืบหน้าของโครงการต่างๆ ของบริษัทฯ ดังนี้

พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี

ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโครงการโซล่าร์ฟาร์ม ขนาดกำลังการผลิตรวม 50 เมกะวัตต์ ซึ่งดำเนินงานแล้ว   โดยแบ่งเป็น ในประเทศไทย 37 เมกะวัตต์  และ ในญี่ปุ่น  13 เมกะวัตต์ ภายใต้ พีดีไอ เอเชีย โซล่าร์

  • 37 เมกะวัตต์ ในประเทศไทย

พีดีไอ เอเชีย โซล่าร์

  • 13 เมกะวัตต์ ในญี่ปุ่น
  • แม้ปัจจุบัน บริษัทฯ มีโซล่าร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น แต่บริษัทฯ มีนโยบายในการเติบโตทั่วเอเชีย
  • โซล่าร์ฟาร์มที่ประเทศญี่ปุ่น บริหารจัดการโดยบริษัทจัดการในญี่ปุ่น ซึ่งในทางบัญชี บริษัทฯ ได้บันทึกเป็นการลงทุน
  • โดยโครงการ Nanao เปิดดำเนินการแล้ว เมื่อเดือน ตุลาคม 2559 ส่วนโครงการ Nogata  เริ่มเปิดดำเนินการเดือนมีนาคม 2561 ซึ่งส่งผลต่อผลประกอบการและกำไรของบริษัท ในปี 2561
  • บริษัทอยู่ระหว่างการหารือกับนักพัฒนาโครงการโซล่าร์ฟาร์มแหล่งใหม่ ในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งจะได้มีการตัดสินใจในไม่ช้า และบริษัทฯจะแจ้งให้ทราบในโอกาสต่อไป
  • โดยในปีนี้ บริษัทฯ มีเป้าหมายในการเติบโตให้ได้ถึง 100 เมกะวัตต์ และอาจถึง 150 เมกะวัตต์ ซึ่งต้องใช้เงินลงทุนประมาณ 5,000 ล้านบาท  (โดยเป็นส่วนของผู้ถือหุ้น 1,500 ล้านบาท) หากในอนาคตบริษัทฯ มีความต้องการลงทุนในด้านต่างๆ ส่วนของผู้ถือหุ้นจะมีส่วนให้แผนการลงทุนของบริษัทเป็นจริงขึ้นมาได้  แม้ในขณะนี้ บริษัทฯมีเงินสดอย่างเพียงพอ แต่หากบริษัทฯมีโครงการมากขึ้น ก็มีความจำเป็นต้องใช้เงินลงทุนมากขึ้นเช่นเดียวกัน
  • นอกจากนี้ ความเป็นไปได้ในการลงทุนโซล่าร์ฟาร์ม 80 เมกะวัตต์ บนบ่อเก็บกากแร่ ที่จังหวัดตาก ขึ้นอยู่กับนโยบายของภาครัฐ ดังนั้นอาจยังไม่เกิดขึ้นขณะนี้
  • บริษัทฯ ได้ร่วมมือกับ Canadian Solar ซึ่งเป็นพันธมิตรทางธุรกิจในการแสวงหาโครงการลงทุน โซล่าร์ฟาร์ม ขนาด 200 เมกะวัตต์ ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก

พีดีไอ แมททีเรียล:

  • พีดีไอ เมทัลส์

บริษัทฯ ใช้ความชำนาญในการค้าขายโลหะสังกะสี เพื่อจำหน่ายโลหะสังกะสี 50,000 ตัน ให้กับตลาดในประเทศ รวมถึงการให้บริการทางเทคนิค  และโลจิสติก โดยได้นำเทคโนโลยีทางการสื่อสารมาใช้ เช่น Line, Facebook ในการพูดคุยกับลูกค้า เพื่อให้ลูกค้าสามารถตัดสินใจได้อย่างรวดเร็วทันที  นอกจากนี้ บริษัทยังได้เข้าร่วมกิจกรรมต่างๆกับลูกค้ามากมาย ซึ่งปัจจุบัน บริษัทฯ มีลูกค้าหลายร้อยราย

  • พีดีไอ ซีอาร์ที  

พีดีไอ-ซีอาร์ที เป็นบริษัทร่วมทุน ดำเนินการรีไซเคิลโลหะและของเสียอุตสาหกรรมที่มีความสลับซับซ้อน โดยบริษัทฯ อยู่ในช่วงการตัดสินใจในขั้นสุดท้าย  อนึ่ง บริษัทฯ มีสิทธิแต่เพียงผู้เดียวในการเข้าถึงเทคโนโลยีนี้ในเอเชีย  โดยได้มีการทำวิศวกรรมพื้นฐานแล้วเสร็จและได้ผลลัพธ์ที่ดี  ซึ่งจะสามารถดำเนินการในเชิงพาณิชย์ได้ ในปี 2563 ซึ่งล่าช้าจากที่นำเสนอในที่ประชุมครั้งที่ผ่านมา เนื่องจากต้องใช้เวลาในการจัดทำวิศวกรรมพื้นฐาน  โครงการพีดีไอ-ซีอาร์ที มี ค่าใช้จ่ายในการลงทุน 1,700 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้นประมาณ 850 ล้านบาท  ปัจจุบันบริษัทมีสัดส่วนการถือหุ้น 60%   โดยกรรมการผู้จัดการได้แสดง แผนภาพกระบวนการของเทคโนโลยี Submerged Plasma ให้ที่ประชุมได้รับชม ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

พีดีไอ อีโค

บริษัทร่วมลงทุนกับบริษัท โดวะ อีโค่ ซิสเต็ม จำกัด (DOWA) โดยบริษัทฯ ถือหุ้นในสัดส่วน 51%  DOWA 49% โดยมุ่งเน้นจัดการของเสียภาคอุตสาหกรรม ในจังหวัดตาก และภาคเหนือของประเทศไทย  ค่าใช้จ่ายในการลงทุนประมาณ 600 ล้านบาท เป็นส่วนของผู้ถือหุ้น 240 ล้านบาท (เป็นส่วนของบริษัทฯประมาณ 120 ล้านบาท) โดยบริษัทฯ จะดำเนินการในขั้นตอนการขอใบอนุญาต  และสร้างความเชื่อมั่นต่อชุมชนในพื้นที่ถึงเจตนารมณ์ที่ดีของบริษัทฯ

สิ่งที่บริษัทคาดหวังในปี 2561  และในอนาคตต่อไป

  • บริษัทจะมีธุรกิจการค้าโลหะสังกะสี แบบเต็มรูปแบบ ประมาณ 50,000 ตัน ต่อปี
  • ดำเนินการโซล่าร์ฟาร์ม ขนาด 11 เมกะวัตต์ ที่ญี่ปุ่น
  • เพิ่มรายได้จากธุรกิจพลังงาน ด้วยเป้าหมาย 150 เมกะวัตต์
  • ปรับปรุงผลการดำเนินงาน โซล่าร์ฟาร์มที่ดำเนินการอยู่แล้ว ให้ดียิ่งขึ้น
  • ดำเนินการเพื่อให้ได้ใบอนุญาต ในโครงการ พีดีไอตากอีโค
  • บริหารจัดการทรัพย์สินต่างๆ ที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด
  • ตัดสินใจโครงการลงทุน พีดีไอ-ซีอาร์ที ภายในสิ้นไตรมาสที่ 2
  • เข้าซื้อกิจการ และควบรวมกิจการเพิ่มเติม

กรรมการผู้จัดการกล่าวสรุปว่า ในปี 2017 ถือว่าเป็นปีที่ดีมากของบริษัทฯ อันเป็นสิ่งที่เสริมสร้างกำลังใจให้กับบริษัทฯ ในการเข้าสู่ธุรกิจใหม่ในภายหน้า รวมถึงในการสร้างอนาคตที่เจริญรุ่งเรืองให้กับบริษัทฯ อนึ่ง บริษัทฯ ได้เตรียมความพร้อมไว้อย่างดี ในการปรับเปลี่ยนธุรกิจ จากธุรกิจสังกะสีแบบดั้งเดิม ด้วยการมีมุมมองที่กว้างขวางขึ้นในธุรกิจต่างๆ  รวมทั้งพิจารณาในการดำเนินงานในต่างประเทศอีกด้วย

สุดท้ายนี้นายฟรานซิส แวนเบลเลนได้กล่าวขอบคุณผู้ถือหุ้นที่กรุณารับฟัง และให้การสนับสนุนบริษัทฯด้วยดี เสมอมา

ที่ประชุมรับทราบผลการดำเนินงานและรายงานของคณะกรรมการบริษัท ในรอบปี 2560

จากนั้นประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม ซึ่งกรรมการผู้จัดการ ได้ตอบข้อซักถามและรับทราบความเห็นตลอดจนข้อเสนอแนะของผู้ถือหุ้น สรุปได้ดังนี้

  1.  สัดส่วนรายได้ของ 3 ธุรกิจหลักของบริษัทฯ คือ ธุรกิจพลังงาน (PDI Energy) ธุรกิจที่มุ่งเน้นจัดหาวัสดุที่มีมูลค่าเพิ่มสูงจากการรีไซเคิล (PDI Materials) และธุรกิจที่มุ่งเน้นการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม (PDI ECO) มีสัดส่วนเป็นเท่าไหร่

กรรมการผู้จัดการตอบ  ในปี 2561  รายได้ของบริษัทฯ ส่วนใหญ่มาจาก PDI Material จากการดำเนินธุรกิจการค้าโลหะสังกะสี ร้อยละ 80 และอีกร้อยละ 20 มาจากธุรกิจพลังงาน (Energy Business) นอกจากนี้บริษัทฯ ยังมีรายได้บางส่วนจากการขายทรัพย์สินที่ไม่ใช้แล้ว  แต่บริษัทฯ ยังไม่มีรายได้จาก PDI ECO เนื่องจากสามารถเริ่มดำเนินการได้ในปี 2563

  1. รายได้ที่มาจากต่างประเทศ และภายในประเทศ ปัจจุบันเป็นสัดส่วนเท่าไหร่

กรรมการผู้จัดการตอบ  รายได้ส่วนใหญ่มาจากธุรกิจการค้าโลหะสังกะสีภายในประเทศ  และร้อยละ 25 มาจากธุรกิจพลังงานทดแทน (โซล่าร์ฟาร์ม จำนวน 37 เมกกะวัตต์) โดยสรุปแล้วรายได้ของบริษัทฯ มาจากธุรกิจภายในประเทศมากกว่าร้อยละ 90

  1. จำนวนพนักงานที่ลดลงอย่างมาก แต่รายได้เพิ่มขึ้นทุกปี อยากทราบว่าในอนาคตจำนวนพนักงาน จะเป็นเท่าไร เท่าเดิม เพิ่มขึ้นหรือลดลง

กรรมการผู้จัดการตอบ  ได้เคยเรียนท่านผู้ถือหุ้นในการประชุมผู้ถือหุ้นเมื่อปีที่แล้วว่า บริษัทฯ จะมีการลดพนักงานลงอย่างมาก พร้อมทั้งได้แจ้งให้พนักงานของเราด้วยแล้ว  ต่อไปบริษัทฯ จะใช้พนักงานในการทำเหมืองและธุรกิจสังกะสีน้อยมาก   การดำเนินงานในประเทศญี่ปุ่น บริษัทฯ ไม่ได้ใช้คน เพราะทุกอย่างในประเทศญี่ปุ่นดำเนินการโดยการสั่งการจากโตเกียวโดยบริษัทจัดการ หากมีปัญหาก็จะส่งคนลงไปแก้ไขสถานการณ์   สำหรับในประเทศไทยส่วนใหญ่พนักงานของเราจะอยู่ในส่วนหน่วยงานสนับสนุน (Corporate office)  ส่วนมากจะเป็นด้านการเงิน และพัฒนาธุรกิจ ซึ่งทำงานด้านการเงินและด้านบัญชี โดยบริษัทฯ พิจารณาจ้างงานมากขึ้น เมื่อบริษัทฯ เริ่มการลงทุนที่จังหวัดตาก และจังหวัดระยอง  สำหรับในปีนี้จะมีการลดจำนวนพนักงานน้อยมาก คาดว่าในอนาคตจะเพิ่มพนักงานเป็นประมาณ 150-200 คน

  1. สอบถามความคืบหน้าโรงไฟฟ้าพลังน้ำที่ประเทศลาว เมื่อปีที่แล้วมีข่าว ไม่ทราบว่าก้าวหน้าไป แค่ไหน ทำได้สำเร็จหรือไม่ หรือว่าอยู่ในขั้นตอนการปฏิบัติงาน

กรรมการผู้จัดการตอบ  ขณะนี้ยังไม่มีความก้าวหน้าเกี่ยวกับโครงการนี้

  1. ข้อมูลในรายงานประจำปีหน้า 44 รายได้ของบริษัทฯ มาจากธุรกิจพลังงานหรือไม่ ปี 2560 รายได้ 135 ล้านบาท อยากทราบว่าได้ตั้งแต่เดือนไหน  สามารถจะประเมินได้ไหมว่าปี 2561 บริษัทฯ จะมีรายได้จากโซล่าร์ฟาร์ม เท่าใด

กรรมการผู้จัดการตอบ  ร้อยละ 20 ของรายได้ ในปีนี้คาดว่าจะมีรายได้จากโซล่าร์ฟาร์ม ประมาณ 600 ถึง 700 ล้านบาท ส่วนโซล่าร์ฟาร์มในประเทศญี่ปุ่น เป็นรายได้จากการลงทุน เนื่องจากมีการบริหารจัดการผ่าน Fund Management รายได้ไม่ได้มาโดยตรงที่บริษัทฯ เหมือนรายได้อื่น

  1. ขณะนี้บริษัทผาแดงฯ ดำเนินธุรกิจค้าโลหะสังกะสีอย่างเต็มตัว อยากทราบว่ามีกำไรประมาณกี่เปอร์เซ็นต์

กรรมการผู้จัดการตอบ  อัตรากำไรขั้นต่ำของการทำธุรกิจนี้น้อยมาก คือน้อยกว่า 1 เปอร์เซ็นต์

  1. ปีนี้ยอดการขายสังกะสีลดลง อยากทราบว่าบริษัทฯ ก็ยังสามารถรักษาปริมาณยอดการขายได้ใกล้เคียงกับปีที่แล้วหรือไม่

กรรมการผู้จัดการตอบ   ขณะนี้บริษัทฯ มีแผนที่จะรักษายอดขายให้เท่ากับปีที่แล้ว แต่ที่สำคัญมากสำหรับบริษัทฯ คือการรักษาค่าพรีเมี่ยมให้สูง และยอดขายของบริษัทฯ ในปีนี้คาดว่าจะใกล้เคียงกับปีที่แล้ว

  1. ในประเทศไทย บริษัทผาแดงฯ เป็นผู้นำด้านสังกะสี ไม่ทราบว่าผู้ค้ารายอื่นๆ จะสู้บริษัทฯ ได้ไหม และบริษัทฯ มีส่วนแบ่งการตลาด (market share) ของการนำเข้าสังกะสีกี่เปอร์เซ็นต์

กรรมการผู้จัดการตอบ  ขณะนี้ market share ของบริษัทฯ เท่ากับหนึ่งในสามของตลาดของประเทศไทย 150,000 ตัน สัดส่วนของบริษัทฯ  คือ 50,000 ตัน  คู่แข่งสำคัญของบริษัทฯ ไม่ใช่บริษัทการค้า แต่เป็นบริษัทผู้ผลิตสังกะสีซึ่งได้ส่งสังกะสีโดยตรงมาที่ประเทศไทย และบางครั้งก็ทำงานร่วมกับตัวแทนท้องถิ่น ดังนั้นจึงเสมือนเป็นผู้ค้ารายใหญ่ และคู่แข่งรายสำคัญของบริษัทฯ ดังนั้น บริษัทฯ จึงจะไม่มุ่งเน้นไปที่ปริมาณการขายมากนัก แต่มุ่งเน้นไปที่ค่าพรีเมี่ยมแทน

เหตุผลหลักที่ลูกค้าซื้อโลหะสังกะสีกับบริษัทฯ คือ

1)  บริษัทฯ มีการให้บริการด้านเทคนิค  ซึ่งบริษัทอื่นไม่มี  บริษัทฯ เป็นผู้นำในการสนับสนุนสมาคมชุบสังกะสีไทย (TGA)  บริษัทผู้ค้าโลหะสังกะสีในประเทศไทยจึงต้องการที่จะทำงานร่วมกับบริษัทฯ

2) บริษัทฯ สามารถหาโลหะสังกะสีได้ในระยะเวลาอันสั้นจาก Suppliers ของเรา  การลงทุนในธุรกิจค้าโลหะสังกะสีนี้น้อยมาก และไม่มีความเสี่ยง  บริษัทฯ มีเพียงคน 10-12 คน และคอมพิวเตอร์เท่านั้น  แต่ขณะนี้มีการแข่งขันที่สูงมาก

  1. ตามที่กรรมการผู้จัดการกล่าวเกี่ยวกับโลหะสังกะสี ซึ่งฟังดูแล้วผลประกอบการด้านสังกะสีจะไม่ดีเท่าปีที่แล้วจริงหรือไม่ ตามรายงานเมื่อปีที่แล้วราคาโลหะสังกะสีขึ้นสูงมาก บริษัทฯ จึงได้อานิสงค์ สินค้าตัวนี้เป็นค้าอุปโภค ขึ้น-ลงขึ้นอยู่กับราคาตลาดโลก จริงหรือไม่ที่กำไรต่ำมาก และมีการแข่งขันสูงมาก

กรรมการผู้จัดการตอบ  ณ สิ้นปี 2560 ราคาโลหะสังกะสีโลกขึ้นไปถึงร้อยละ 40 ถึงกระนั้นราคาสังกะสีก็ไม่มีผลกระทบต่อธุรกิจค้าโลหะสังกะสีของบริษัทฯ เนื่องจากบริษัทฯ ซื้อและขายในราคาเดียวกัน ดังนั้นกำไรของบริษัทฯ จึงมาจากค่าพรีเมี่ยมเท่านั้น  ในอนาคตคาดว่ากำไรจะลดน้อยลง  และก็จะไม่มีผลกระทบกับราคาสินค้าโลหะโภคภัณฑ์

  1. บริษัทฯ นำสินค้าเข้ามาและก็ขายไปเลยใช่หรือไม่ หรือนำมาเก็บไว้ก่อน หรือขายล่วงหน้า ซึ่งบริษัทฯ ก็จะได้ค่าพรีเมี่ยม

กรรมการผู้จัดการตอบ  ในความเป็นจริงบริษัทฯ ซื้อสินค้า และขายสินค้าในเวลาเดียวกัน ซึ่งเราได้กำหนดราคาไว้ล่วงหน้า มีการ finance โดย supplier  แต่สังกะสีอัลลอยด์เราก็ต้องทำเองซึ่งมีข้อจำกัดมาก

  1. การลงทุนในประเทศญี่ปุ่น จะเป็นแบบผ่านกองทุน Investment Fund ซึ่งไม่สามารถบันทึกเป็นรายได้ได้ ซึ่งจะได้เพียงเงินปันผลเท่านั้นใช่ไหม

กรรมการผู้จัดการตอบ  ใช่ บริษัทฯ บันทึกได้เพียงเงินปันผล

  1. ปีนี้ที่บริษัทฯ คาดว่าจะมีรายได้จากธุรกิจพลังงาน 150 เมกกะวัตต์ นั้น ดูจากรายงานแล้ว บริษัทฯ ไม่ได้สร้างขึ้นมาเอง แต่บริษัทฯ ซื้อมา ดังนั้น ราคาก็จะสูงเพราะผู้ผลิตเดิมได้บวกกำไรเข้าไปแล้ว ไม่ทราบว่าจริงหรือไม่

กรรมการผู้จัดการตอบ แน่นอนผู้ผลิตเดิมก็จะบวกกำไรเข้าไปแล้ว แต่บริษัทฯ ได้ตัดสินใจลงทุนในโครงการใดก็ตาม ที่มีผลตอบแทนอย่างน้อย 10-12 เปอร์เซ็นต์ บริษัทฯ มีการทำแบบจำลองของการลงทุน ดูต้นทุน ดูผลตอบแทน มีการคำนวณ ถ้าผลตอบแทนต่ำไปเราก็จะไม่ลงทุน

  1. บริษัทฯ คิดจะสร้างโซล่าร์ฟาร์มขึ้น เองหรือไม่ ขณะนี้ ระบบ adder ที่มีผลตอบแทน 8 บาทต่อหน่วยได้ยกเลิกไปแล้ว ระบบ Feed Interleaf ก็ยกเลิกไปแล้ว คนที่ประมูลได้ก็ได้ไปแล้ว ระบบใหม่ที่เรียกว่า Fix 3.66 บวกด้วย 1 ตันต่อ 1,000 บาท เป็นพลังงานขยะไม่ทราบว่าเป็น Solar Cell หรือไม่ และบริษัทฯ คิดจะทำโรงงานขยะเองหรือไม่ การสนับสนุนของรัฐบาลน่าจะลดลง ทำให้กำไรของบริษัทฯ ลดลง หรือไม่ถ้าคิดไปสร้างเอง การประมูล และการแข่งขันก็สูงขึ้น และบริษัทฯ คิดจะทำโรงงานขยะด้วยหรือไม่

กรรมการผู้จัดการตอบ  บรรยากาศการลงทุนในโรงจำกัดขยะในเมืองไทยยังไม่ค่อยดี ในอนาคตรัฐบาลยังไม่สนับสนุนซักเท่าใด อัตราภาษีสำหรับพลังงานแสงอาทิตย์ และพลังงานน้ำตอนนี้ยังไม่เพียงพอสำหรับบริษัทฯ สำหรับโรงงานเปลี่ยนขยะให้เป็นพลังงานนั้น บริษัทฯ ไม่พิจารณาลงทุนเนื่องจากมีการแข่งขันสูงมาก มีการประมูลอย่างมาก ดังนั้นบริษัทฯ จึงมุ่งเน้นลงทุนในประเทศอื่นๆ  ในเวลาอันใกล้นี้บริษัทฯ คงไม่มีการลงทุนในธุรกิจพลังงานหมุนเวียนในประเทศ ทางด้านสภาพแวดล้อมของไทยก็ไม่สนับสนุน ในเรื่องของโครงการพลังงานหมุนเวียน จึงต้องเป็นต้องลงทุนในต่างประเทศเท่านั้น

  1. สอบถามความคืบหน้าเกี่ยวกับ PDI Tak Eco เกี่ยวกับระบบการจัดการกากของเสียทางภาคเหนือและภาคกลาง ที่ลงทุนร่วมกับประเทศญี่ปุ่น บริษัทฯ ได้อะไรบ้าง และเป็นประโยชน์ต่อสังคมอย่างไรบ้าง

กรรมการผู้จัดการตอบ  บริษัทฯ มุ่งเน้นหลายๆ ที่ในภาคเหนือของประเทศไทยและภาคกลางบางส่วน และภาคตะวันออก  มีหลายบริษัทฯ อยากให้เราช่วยกำจัดของเสียให้ แต่ขณะนี้ยังไม่มีข้อสรุปเรื่องการจัดการของเสียในภาคเหนือของประเทศ โดยได้มีการขนถ่ายออกไปทางด้านตะวันออก โครงการนี้คาดว่าจะได้ผลตอบแทนประมาณ 10-15 เปอร์เซ็นต์ ถ้าไม่ได้ผลตอบแทนเท่านี้บริษัทฯ ก็จะไม่ลงทุน  เป้าหมายหลักตอนนี้กำจัดของเสียในภาคอุตสาหกรรม ซึ่งของเสียที่เป็นขยะมีพิษและไม่มีพิษ บริษัทฯ จะใช้เทคโนโลยีจากประเทศญี่ปุ่นซึ่งไม่มีในภูมิภาคอื่นในโลกนี้

  1. ตามที่บริษัทฯ ได้เคยทำ MOU กับกระทรวงอุตสาหกรรมเกี่ยวกับการกำจัดกากของเสีย ซึ่งกรรมการผู้จัดการได้กล่าวว่าบริษัทฯ จะไม่ทำโรงงานขยะ แต่อยากทราบว่ากากของเสียสกัดแล้วเอาไปทำอะไรบ้าง และถ้าไม่กำไรเยอะก็จะไม่ทำ และอยากจะถามว่า PDI-CRT  ที่ทำสกัดโลหะออกมา แล้วเป็น Zinc Oxide มันเป็นสินค้าอะไร และจะขายให้ใคร อุตสาหกรรมประเภทไหนที่จะใช้ และโครงการนี้จะเริ่มเมื่อไหร่ จะก่อสร้างเมื่อไหร่ และสร้างเสร็จเมื่อไหร่ จะเริ่มดำเนินการได้เมื่อไหร่

กรรมการผู้จัดการตอบ   สำหรับ Zinc Oxide นั้นเป็นของแข็ง ไม่ใช่เป็นก๊าซ อุตสาหกรรมที่ต้องการใช้ Zinc Oxide คือ อุตสาหกรรมสี อุตสาหกรรมยาง และใช้สำหรับป้องกันรังสีจากแสงอาทิตย์  บริษัทฯ คาดว่าจะเปิดดำเนินการ PDI-CRT ได้ภายในปี 2563

วาระที่ 4 :พิจารณาอนุมัติงบการเงินประจำปี 2560 สำหรับวันสิ้นสุดรอบปีบัญชี ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560

เลขานุการบริษัทรายงานว่า ตามข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 34(2) กำหนดให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี “พิจารณาและอนุมัติงบดุลและงบกำไรขาดทุน ณ วันสิ้นสุดรอบบัญชีของบริษัทฯ” และ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 112 บัญญัติว่า “คณะกรรมการต้องจัดให้มีการทำงบดุล และบัญชีกำไรขาดทุน ณ วันสิ้นสุดของรอบปีบัญชีของบริษัทฯ เสนอต่อที่ประชุมสามัญประจำปี เพื่อพิจารณาอนุมัติ” สรุปสาระสำคัญดังนี้

รายการปี 2559ปี 2558
สินทรัพย์รวม (ล้านบาท)5,592.515,104.74
หนี้สินรวม (ล้านบาท)1,575.501,523.80
ส่วนของผู้ถือหุ้นรวม (ล้านบาท)4,017.013,580.95
รายได้จากการขายและบริการรวม (ล้านบาท)5,148.524,868.14
การแบ่งปันกำไร (ขาดทุน)สุทธิสำหรับปี
- ส่วนที่เป็นของบริษัทใหญ่ (ล้านบาท)
477.77150.76
(ขาดทุน) กำไรต่อหุ้นขั้นพื้นฐาน (บาท/หุ้น)2.110.67

จากงบการเงินรวม

สำหรับรายละเอียดของงบการเงินสำหรับงวดสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ซึ่งได้รับการตรวจสอบจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของบริษัทฯ แล้ว ปรากฏในรายงานประจำปี หน้าที่ 71 ถึงหน้าที่ 79  สำหรับตัวเลขและอัตราส่วนทางการเงินที่สำคัญดูได้จากหน้าที่ 8 ของรายงานประจำปี

ประธานฯ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถามเมื่อไม่มี ประธานฯ ได้ขอเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติงบการเงิน ประจำปี 2560 สำหรับวันสิ้นสุดรอบปีบัญชี ณ วันที่ 31ธันวาคม 2560 ของบริษัทฯ ที่ผู้สอบบัญชีตรวจสอบแล้ว

มติที่ประชุม       ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติงบการเงินประจำปี 2560  สิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2560 ที่ผ่านการตรวจสอบจากคณะกรรมการตรวจสอบ และได้รับการตรวจสอบและรับรองจากผู้สอบบัญชีรับอนุญาตของบริษัทฯ แล้ว ทั้งงบการเงินรวม และงบการเงินเฉพาะบริษัท โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติรับรองด้วยเสียงข้างมาก ดังนี้

เห็นด้วย115,908,945 เสียงคิดเป็นร้อยละ99.43
ไม่เห็นด้วย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
งดออกเสียง663,200 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.57
บัตรเสีย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
วาระที่ 5 :พิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560

เลขานุการบริษัทรายงานว่า ข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 34(3) กำหนดให้ที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี “พิจารณาจัดสรรเงินกำไร เพื่อที่จะประกาศเงินปันผล ในกรณีที่มีกำไรพอที่จะประกาศจ่ายเงินปันผลได้” และมาตรา 116 แห่ง พ.ร.บ บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 กำหนดให้ “บริษัทต้องจัดสรรกำไรสุทธิประจำปี ส่วนหนึ่งไว้เป็นทุนสำรอง ไม่น้อยกว่าร้อยละห้า ของกำไรสุทธิประจำปี หักด้วยยอดเงินขาดทุนสะสมยกมา (ถ้ามี) จนกว่าทุนสำรองนี้จะมีจำนวนไม่น้อยกว่าร้อยละสิบของทุนจดทะเบียน  เว้นแต่บริษัทจะมีข้อบังคับหรือกฎหมายอื่นกำหนด ให้ต้องมีทุนสำรองมากกว่านั้น” โดยข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 40 กำหนดว่า “การจ่ายเงินปันผลจากเงินประเภทอื่นนอกจากเงินกำไร จะกระทำมิได้ ในกรณีที่บริษัทยังมียอดขาดทุนสะสมอยู่ห้ามมิให้จ่าย”  ทั้งนี้ บริษัทฯ ได้จัดสรรทุนสำรองไว้ตามจำนวนที่กฎหมายกำหนดแล้ว

ในกรณีปกติ บริษัทฯ จะจ่ายเงินปันผลในอัตราร้อยละ 50 ของกำไรสุทธิหลังหักภาษีเงินได้นิติบุคคล เว้นแต่บริษัทฯ จะมีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการขยายงานในอนาคต

จากงบการเงินเฉพาะบริษัท  บริษัทฯ มีผลกำไรสุทธิสำหรับปี 2560 รวม 867.94 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นอย่างมากเมื่อเทียบกับปี 2559 ซึ่งมีผลกำไรสุทธิ 360.64 ล้านบาท เมื่อเป็นเช่นนี้คณะกรรมการบริษัทพิจารณาแล้วเห็นสมควรจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 1.50 บาท โดยจ่ายจากกำไรสุทธิของบริษัทฯ  ให้แก่ผู้ถือหุ้นของบริษัทฯ จำนวน 226 ล้านหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 339 ล้านบาท ซึ่งเพิ่มขึ้นจากปีที่ผ่านมา แต่น้อยกว่านโยบายการจ่ายเงินปันผล  ในกรณีปกติ เนื่องจากคณะกรรมการบริษัทเห็นว่ามีความจำเป็นต้องใช้เงินเพื่อการขยายงานในอนาคต

เงินปันผลจำนวน 1.50 บาท ซึ่งจ่ายจากกำไรสุทธิของบริษัทฯ ที่เสียภาษีในอัตราร้อยละ 20 ของกำไรสุทธิ   ผู้ถือหุ้นประเภทบุคคลธรรมดาสามารถขอเครดิตภาษีคืนได้ตามหลักเกณฑ์ที่ประมวลรัษฎากรมาตรา 47 ทวิกำหนด

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2561 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561 โดยผู้ถือหุ้นมีสิทธิขอรับเงินปันผลภายในกำหนด 10 ปี

ประธานฯ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ได้ขอเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติให้จ่ายเงินปันผลประจำปี 2560

มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2560 ในอัตราหุ้นละ 1.50 บาท โดยจ่ายจากกำไรสุทธิของบริษัทฯ ให้แก่ผู้ถือหุ้นจำนวน 226,000,000 หุ้น เป็นเงิน 339,000,000 บาท ทั้งนี้บริษัทฯ ได้กำหนดรายชื่อ  ผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการรับเงินปันผล (Record Date) ในวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2561 และกำหนดจ่ายเงินปันผลในวันจันทร์ที่ 21 พฤษภาคม 2561 โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ดังนี้

เห็นด้วย116,572,177 เสียงคิดเป็นร้อยละ100
ไม่เห็นด้วย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
งดออกเสียง0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
บัตรเสีย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
วาระที่ 6 : พิจารณาอนุมัติแต่งตั้งกรรมการแทนกรรมการที่ออกตามวาระ

เลขานุการบริษัทรายงานว่าเพื่อให้เป็นไปตามข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 21 และข้อ 34(4) จากจำนวนกรรมการทั้งสิ้น 11 คน มีกรรมการที่ต้องออกจากตำแหน่งตามวาระในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี  ครั้งนี้ รวม 4 คน คือ นายสดาวุธ เตชะอุบล   นายวินัย วามวาณิชย์   นางสาววิมล ชาตะมีนา  และ ดร. คุรุจิต นาครทรรพ

ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-ธันวาคม 2560 บริษัทฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นเสนอวาระและเสนอรายชื่อบุคคลเป็นกรรมการ ปรากฏว่าไม่มีผู้เสนอรายชื่อบุคคลเพื่อเข้ารับการพิจารณาคัดเลือกเป็นกรรมการบริษัทแต่อย่างใด

ที่ประชุมคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทน ได้พิจารณาคุณสมบัติของรายชื่อบุคคลทั้งหมด และมีมติเห็นสมควรให้คณะกรรมการบริษัทเสนอต่อที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561 เพื่อพิจารณาและอนุมัติให้กรรมการทั้ง 4 ท่าน ที่ต้องออกจากตำแหน่งตามวาระ กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปอีกวาระหนึ่ง

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัท โดยไม่รวมกรรมการผู้มีส่วนได้เสียในวาระนี้ ได้มีมติเห็นชอบตามความเห็นของคณะกรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทน  เห็นควรเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาและอนุมัติให้กรรมการทั้ง 4 ท่าน กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปอีกวาระหนึ่ง ทั้งนี้บริษัทฯ ได้แนบประวัติของบุคคลที่ได้รับการเสนอชื่อ ข้อมูลการถือหุ้นสามัญในบริษัทฯ  ข้อมูลการดำรงตำแหน่งกรรมการหรือผู้บริหารในบริษัทจดทะเบียนและบริษัท/กิจการอื่นๆ รวมทั้งข้อมูลความสัมพันธ์ของผู้ได้รับการเสนอชื่อ ดังปรากฏตามสิ่งที่ส่งมาด้วยลำดับที่ 3 ซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายหนังสือเชิญประชุม

โดยกรรมการทั้ง 4 ท่าน มีคุณสมบัติครบถ้วน เหมาะสมกับการประกอบธุรกิจของบริษัทฯ และ ไม่มีลักษณะต้องห้ามแต่งตั้งให้เป็นกรรมการตามกฎหมายที่เกี่ยวข้อง อีกทั้งเป็นผู้มีความรู้ ความสามารถ ความเชี่ยวชาญ และประสบการณ์ในธุรกิจที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินงานของบริษัทฯ สามารถที่จะช่วยพัฒนาบริษัทฯ ได้

นอกจากนี้ นายวินัย วามวาณิชย์ และ ดร. คุรุจิต นาครทรรพ ซึ่งได้รับการเสนอชื่อให้กลับเข้ารับดำรงตำแหน่งกรรมการอิสระนั้น ได้ให้ความเห็นอย่างเป็นอิสระและปฏิบัติหน้าที่โดยยึดมั่นตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้อง เพื่อประโยชน์สูงสุดของผู้ถือหุ้นทุกราย

จากนั้นประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ได้ขอเสนอให้ที่ประชุมฯ พิจารณาเลือกตั้งกรรมการดังกล่าวทั้ง 4 คนเป็นรายบุคคล

มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติเห็นชอบการแต่งตั้งกรรมการบริษัทที่ครบกำหนดออกตาม   วาระรวม 4 คน คือ นายสดาวุธ เตชะอุบล นายวินัย วามวาณิชย์ นางสาววิมล ชาตะมีนา และดร. คุรุจิต นาครทรรพ กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการต่อไปอีกวาระ โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติรับรองด้วยเสียงข้างมาก ดังนี้

นายสดาวุธ เตชะอุบล กรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร

เห็นด้วย116,073,578 เสียงคิดเป็นร้อยละ99.57
ไม่เห็นด้วย436,900 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.37
งดออกเสียง63,000 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.05
บัตรเสีย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-

นายวินัย วามวาณิชย์  กรรมการอิสระ ประธานคณะกรรมการตรวจสอบ และกรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทน

เห็นด้วย 114,024,578 เสียงคิดเป็นร้อยละ97.81
ไม่เห็นด้วย725,900 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.62
งดออกเสียง1,823,000 เสียงคิดเป็นร้อยละ1.56
บัตรเสีย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-

นางสาววิมล ชาตะมีนา  กรรมการ

เห็นด้วย114,185,478 เสียงคิดเป็นร้อยละ97.95
ไม่เห็นด้วย626,000 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.54
งดออกเสียง1,762,000 เสียงคิดเป็นร้อยละ1.51
บัตรเสีย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-

ดร. คุรุจิต นาครทรรพ  กรรมการอิสระ และกรรมการบริหาร

เห็นด้วย116,377,378 เสียงคิดเป็นร้อยละ99.83
ไม่เห็นด้วย194,100 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.17
งดออกเสียง2,000 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.00
บัตรเสีย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
วาระที่ 7 : พิจารณาอนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จกรรมการประจำปี 2560 และอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการ ประจำปี 2561
 เลขานุการบริษัทรายงานว่าเพื่อให้เป็นไปตาม ข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 26 กำหนดให้ “กรรมการบริษัทมีสิทธิได้รับค่าตอบแทนจากบริษัทในรูปของเงินรางวัล เบี้ยประชุม บำเหน็จ โบนัส หรือผลประโยชน์ตอบแทนในลักษณะอื่นตามมติที่ที่ประชุมผู้ถือหุ้น จะพิจารณา ซึ่งอาจกำหนดเป็นจำนวนแน่นอน หรือวางเป็นหลักเกณฑ์และจะกำหนดไว้เป็นคราวๆ ไป หรือให้มีผลตลอดไปจนกว่าจะเปลี่ยนแปลงก็ได้” และ พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 90 บัญญัติว่า “ห้ามมิให้บริษัทจ่ายเงินหรือทรัพย์สินอื่นใดให้แก่กรรมการเว้นแต่จ่ายเป็นค่าตอบแทนตามข้อบังคับของบริษัท

ในกรณีที่ข้อบังคับของบริษัทมิได้กำหนดไว้ การจ่ายค่าตอบแทนตามวรรคหนึ่งให้เป็นไปตามมติของ   ที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งประกอบด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม”

คณะกรรมการบริษัทขอเสนอให้ผู้ถือหุ้นอนุมัติค่าตอบแทนคณะกรรมการบริษัท และกรรมการชุดต่างๆ ประจำปี 2561  ซึ่งเท่ากับค่าตอบแทนที่เคยได้รับอนุมัติในการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 และอนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จกรรมการประจำปี 2560 โดยใช้คะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสองในสามของจำนวน เสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม โดยมีรายละเอียดปรากฏในเอกสารประชุมและบนหน้าจอดังนี้

  1. บำเหน็จกรรมการ

คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทนหลังจากได้เปรียบเทียบข้อมูลอ้างอิงจากอุตสาหกรรมประเภทเดียวกัน ได้เสนอให้จ่ายเงินบำเหน็จให้แก่กรรมการประจำปี 2560 ตามหลักเกณฑ์เดิมคือไม่เกินร้อยละ 1 ของเงินปันผลที่มีการจ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้น (เฉพาะกรรมการที่ไม่ได้เป็นผู้บริหาร) ซึ่งจะจ่ายจริง ตามสัดส่วนอายุการเป็นกรรมการในปี 2560 รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 3,390,000 บาท

ปี 2560ปี 2559
เงินบำเหน็จกรรมการรวม (บาท)3,390,000 2,260,000

2. ค่าตอบแทนกรรมการบริษัท และคณะกรรมการชุดต่างๆ

ค่าตอบแทนกรรมการบริษัทและคณะกรรมการชุดต่างๆ เป็นไปตามเดิมที่ได้รับการอนุมัติไว้แล้วไม่มีการเปลี่ยนแปลง โดยมีรายละเอียดดังนี้

2.1 ค่าตอบแทนคณะกรรมการบริษัท

ค่าตอบแทนกรรมการที่เป็นผู้บริหารกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร
1. ค่าตอบแทนกรรมการรายปี-200,000 บาท/ปี/คน
2. ค่าเบี้ยประชุม-ประธาน : 20,000 บาท/ครั้ง
กรรมการ : 15,000 บาท/ครั้ง
3. โบนัสกรรมการ-ร้อยละ 1 ของเงินปันผลที่จ่ายให้แก่ผู้ถือหุ้นเฉพาะกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร

2.2 ค่าตอบแทนคณะกรรมการชุดต่างๆ

คณะกรรมการชุดต่างๆ *ค่าเบี้ยประชุมค่าตอบแทนรายปี
1. คณะกรรมการตรวจสอบ-200,000 บาท/ปี/คน
2. คณะกรรมการวางแผนการดำเนินงาน ประธาน: 25,000 บาท/ครั้ง
กรรมการ: 20,000 บาท/ครั้ง
-
3. คณะกรรมการสรรหาและพิจารณาผลตอบแทน20,000 บาท/ครั้ง-

หมายเหตุ : * เฉพาะกรรมการที่ไม่เป็นผู้บริหาร

3. ค่าตอบแทนอื่นๆ – ไม่มี

ความเห็นคณะกรรมการ  เห็นควรให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาจ่ายเงินบำเหน็จกรรมการประจำปี 2560และพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนคณะกรรมการบริษัท  และกรรมการชุดต่างๆ ประจำปี 2561 ตามที่คณะกรรมการเสนอ

ทั้งนี้ มาตรา 90 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด กำหนดให้การจ่ายค่าตอบแทนกรรมการ เป็นไปตามมติของที่ประชุมผู้ถือหุ้น ซึ่งต้องประกอบด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสองในสาม ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม

ประธานฯ จึงเปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ได้ขอเสนอให้ที่ประชุมพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จกรรมการประจำปี 2560และพิจารณาอนุมัติค่าตอบแทนคณะกรรมการบริษัท  และกรรมการชุดต่างๆ ประจำปี 2561

 มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติจ่ายเงินบำเหน็จกรรมการประจำปี 2560 และอนุมัติค่าตอบแทนกรรมการบริษัท และคณะกรรมการชุดต่างๆ ประจำปี 2561 โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติรับรองด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าสองในสาม ดังนี้

เห็นด้วย113,109,366 เสียงคิดเป็นร้อยละ99.31
ไม่เห็นด้วย10,000 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.01
งดออกเสียง775,175 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.68
บัตรเสีย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
วาระที่ 8 : พิจารณาอนุมัติการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ ประจำปี 2561 และอนุมัติค่าสอบบัญชี

เลขานุการบริษัทรายงานว่า ตาม มาตรา 120 แห่ง พ.ร.บ. บริษัทมหาชนจำกัดฯ และข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 34(5) กำหนดให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นสามัญประจำปีแต่งตั้งผู้สอบบัญชี และกำหนดจำนวนเงินค่าสอบบัญชีของบริษัททุกปี ในการแต่งตั้งผู้สอบบัญชีจะแต่งตั้งผู้สอบบัญชีคนเดิมอีกก็ได้

คณะกรรมการบริษัท ได้พิจารณาตามความเห็นของคณะกรรมการตรวจสอบแล้ว  เห็นสมควรเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณาแต่งตั้ง นายวัลลภ วิไลวรวิทย์  ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 6797 นายชวาลา เทียนประเสริฐกิจ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 4301 นายเพิ่มศักดิ์ วงศ์พัชรปกรณ์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 3427  และนายสุวัจชัย เมษะอำนวยชัย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 6638 แห่งบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โทมัสสุ ไชยยศ จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ ในปี 2561 สำหรับรอบระยะเวลาบัญชีสิ้นสุด ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2561

โดยให้ นายวัลลภ วิไลวรวิทย์  ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขที่ 6797 ซึ่งได้ลงลายมือชื่อรับรองในงบการเงินของบริษัทฯ มาแล้ว 1 ปี ในปี 2560 หรือคนใดคนหนึ่งเป็นผู้ทำการตรวจสอบและแสดงความเห็นต่องบการเงินของบริษัทฯ เป็นผู้ลงลายมือชื่อในงบการเงินของบริษัทฯ ในกรณีที่ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตดังกล่าวข้างต้นไม่สามารถปฏิบัติงานได้ให้บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด จัดหาผู้สอบบัญชีรับอนุญาตอื่นของ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัด แทนได้

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควรเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น เพื่อพิจารณากำหนดค่าตอบแทนสำหรับผู้สอบบัญชีดังกล่าว ประจำปี 2561 เป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 3,500,000 บาท

อย่างไรก็ดี หากในระหว่างปี มีบริษัทในเครือเพิ่มขึ้น หรือลดลง หรือมีการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทฯ   ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าสอบบัญชีประจำปีมีการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าปรับขึ้นหรือลดลง ให้บริษัทฯ มีดุลยพินิจพิจารณาเบิกจ่ายให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ผ่านมา บนพื้นฐานราคาที่เหมาะสม

โดยมีอัตราค่าสอบบัญชีน้อยกว่าค่าสอบบัญชีในปีที่ผ่านมา (ค่าใช้จ่ายตามจริง) และมีรายละเอียดดังนี้

หน่วย : บาท

 ปี 2561ปี 2560
ค่าตอบแทนจากการสอบบัญชี
- บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน)
1,430,,0002,700,000
- บริษัทในเครือ1,740,0001,520,000
ค่าบริการอื่นๆ
การตรวจสอบงบการเงินที่จัดทำขึ้นตามหลักการบัญชีอื่น
ไม่มีไม่มี
ค่าวิชาชีพทางบัญชี (Professional work)ไม่มีไม่มี
ค่าที่ปรึกษาไม่มีไม่มี
รวมค่าสอบบัญชี3,170,0004,220,000
ค่าใช้จ่ายอื่นๆ

หมายเหตุ

1)     ค่าใช้จ่ายตามจริง

2)     ค่าสอบบัญชีของปี 2560 ได้เพิ่มขึ้นจากที่ได้รับการอนุมัติจากที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2560 โดยเพิ่มขึ้น เป็นเงิน 740,000 บาท หรือคิดเป็น 21% เนื่องจากในระหว่างปี 2560 บริษัทฯ ได้ตั้งบริษัทย่อยเพิ่มขึ้นจำนวน 3 บริษัท คือ บริษัท เอ ที ซี เอ็นไวโร จำกัด บริษัท พี.พี.โซล่า (หนองโน) จำกัด และ Symbior Elements Pte. Ltd.

3)     BOI คือ บริการตรวจสอบบัญชีโดยผู้สอบบัญชีรับอนุญาต เพื่อขอใช้สิทธิประโยชน์ทางภาษีเงินได้นิติบุคคล ตามเงื่อนไขในบัตรส่งเสริมการลงทุน โดยบริษัทที่ได้สิทธิ ได้แก่ บริษัท พีดีไอ แม่ระมาด จำกัด บริษัท เอ ที ซี เอ็นไวโร จำกัด และบริษัท พี.พี.โซล่า (หนองโน) จำกัด

4)     One-time fee คือ บริการสอบทานงบการเงิน ณ วันที่ทำการควบรวมกิจการ คือ บริษัท เอ ที ซี เอ็นไวโร จำกัด

ทั้งนี้ บริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัดและผู้สอบบัญชีตามรายชื่อที่เสนอข้างต้นไม่มีความสัมพันธ์และ/หรือส่วนได้เสียกับบริษัทฯ/ผู้บริหาร/ผู้ถือหุ้นรายใหญ่ หรือผู้ที่เกี่ยวข้องกับบุคคลดังกล่าว

อย่างไรก็ดี หากในระหว่างปี มีบริษัทในเครือเพิ่มขึ้น หรือลดลง หรือมีการปรับโครงสร้างธุรกิจของบริษัทฯ ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าสอบบัญชีประจำปีมีการเปลี่ยนแปลงได้ ไม่ว่าปรับขึ้นหรือลดลง ให้บริษัทฯ มีดุลยพินิจพิจารณาเบิกจ่ายให้สอดคล้องกับหลักเกณฑ์การพิจารณาที่ผ่านมา บนพื้นฐานราคาที่เหมาะสม

จากนั้นประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ขอเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติแต่งตั้งบริษัท ดีลอยท์ ทู้ช โทมัสสุ ไชยยศ สอบบัญชี จำกัดเป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ ในปี 2561 และอนุมัติค่าสอบบัญชีประจำปีตามที่คณะกรรมการเสนอ

มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติการแต่งตั้ง นายวัลลภ วิไลวรวิทย์  ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขทะเบียน 6797  หรือนายชวาลา  เทียนประเสริฐกิจ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขทะเบียน 4301 หรือนายเพิ่มศักดิ์ วงศ์พัชรปกรณ์ ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขทะเบียน 3427 หรือนายสุวัจชัย เมษะอำนวยชัย ผู้สอบบัญชีรับอนุญาตเลขทะเบียน 6638 แห่งบริษัท ดีลอยท์  ทู้ช โธมัทสุ ไชยยศ  สอบบัญชี จำกัด เป็นผู้สอบบัญชีของบริษัทฯ ในปี 2561 และอนุมัติค่าสอบบัญชีประจำปี 2561 จำนวน 3,500,000 บาท โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติรับรองด้วยเสียงข้างมาก ดังนี้

เห็นด้วย116,565,478 เสียงคิดเป็นร้อยละ99.99
ไม่เห็นด้วย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
งดออกเสียง8,000 เสียงคิดเป็นร้อยละ0.01
บัตรเสีย0 เสียงคิดเป็นร้อยละ-
วาระที่ 9 : พิจารณาอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ และแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิ ของบริษัทฯ ข้อ 3 (วัตถุประสงค์) เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ

เลขานุการบริษัทรายงานว่า ปัจจุบันวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ในข้อ 17. ที่ปรากฏในหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 3 และสำเนาแนบท้ายหนังสือรับรอง ยังไม่ชัดเจน กล่าวคือ

จากเดิมระบุว่า           (17)     ประกอบกิจการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จำนอง รับจำนอง เช่า เช่าซื้อ ให้เช่า ให้เช่าซื้อ ซึ่งอสังหาริมทรัพย์  รวมทั้งซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน จำนำ รับจำนำ เช่า เช่าซื้อ ให้เช่า   ให้เช่าซื้อ ซึ่งสังหาริมทรัพย์ ยกเว้นกิจการเงินทุน

คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่า สมควรเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ข้อ (17)

โดยแก้ไขเป็นดังนี้    (17)     ประกอบกิจการซื้อ ขาย แลกเปลี่ยน เช่า  เช่าซื้อ ให้เช่า ให้เช่าซื้อ จำนอง รับจำนอง จำนำ รับจำนำ พัฒนา และปรับปรุงซึ่งที่ดิน อาคาร โรงเรือน สิ่งปลูกสร้าง ที่ดิน พร้อมสิ่งปลูกสร้าง สังหาริมทรัพย์ และ อสังหาริมทรัพย์ต่าง ๆ

นอกจากนี้ ประกอบกับเพื่อรองรับการดำเนินธุรกิจในอนาคต ให้ครอบคลุมถึง ธุรกิจอสังหาริมทรัพย์  ธุรกิจพลังงานและการบริหารจัดการสิ่งแวดล้อม ธุรกิจอุตสาหกรรมที่ได้รับการส่งเสริมตามร่างพระราชบัญญัติเขตพัฒนาเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก พ.ศ…….(หรือ อีอีซี) คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่า สมควรเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ  โดยเพิ่มวัตถุประสงค์ใหม่ อีก 21 ข้อ จากเดิม 28 ข้อ เป็น 49 ข้อ ตามที่ปรากฏในสิ่งที่ส่งมาด้วยลำดับที่ 4 ซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายหนังสือเชิญประชุม เพื่อเป็นการสนับสนุนธุรกิจของบริษัทฯ

จากการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ดังกล่าวข้างต้น ส่งผลให้ต้องมีการแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทฯ ข้อ 3. (วัตถุประสงค์) เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ดังนั้น  คณะกรรมการบริษัทจึงเห็นสมควรเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิ ข้อ 3. (วัตถุประสงค์) ดังนี้

จากเดิมที่ระบุว่า:          “ข้อ 3. วัตถุประสงค์ของบริษัทมีจำนวน 28 ข้อ รายละเอียดตามแบบ บมจ.002 ที่แนบ”

แก้ไขเป็น:                     “ข้อ 3. วัตถุประสงค์ของบริษัทมีจำนวน 49 ข้อ รายละเอียดตามแบบ บมจ.002 ที่แนบ”

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทเห็นสมควรเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติให้บุคคลที่กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฯ  มอบหมายในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ข้อ 3. (วัตถุประสงค์) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์  มีอำนาจแก้ไขและเพิ่มเติมถ้อยคำ หรือดำเนินการใดๆ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของนายทะเบียน

ทั้งนี้ ตามมาตรา 31 แห่งพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และ ข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อที่ 33(2) (ก) กำหนดให้การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทฯ ต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้นด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและ   มีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

จากนั้นประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ขอเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ และแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ข้อ 3 (วัตถุประสงค์) เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ตามที่คณะกรรมการบริษัท เสนอ

มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ข้อ 17 และเพิ่มวัตถุประสงค์ใหม่อีก 21 ข้อ จากเดิม 28 ข้อ เป็น 49 ข้อ และอนุมัติการแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ข้อ 3. (วัตถุประสงค์) เพื่อให้สอดคล้องกับการแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ ดังกล่าว  นอกจากนี้อนุมัติให้บุคคลที่กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฯมอบหมายในการจดทะเบียนแก้ไขเพิ่มเติมวัตถุประสงค์ของบริษัทฯ และแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทฯ  ข้อ 3. (วัตถุประสงค์) ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจแก้ไขและเพิ่มเติมถ้อยคำ หรือดำเนินการใดๆ เพื่อให้เป็นไปตามคำสั่งของนายทะเบียน โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติเป็นเอกฉันท์ ดังนี้

เห็นด้วย         116,574,978 เสียง        คิดเป็นร้อยละ           100.00

ไม่เห็นด้วย                        0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                      –

งดออกเสียง                      0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                      –

บัตรเสีย                             0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                      –

วาระที่ 10 : พิจารณาอนุมัติการออกใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้น

เลขานุการบริษัทรายงานว่า ด้วยที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทได้พิจารณาและมีมติเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการออกและเสนอขายใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1

(PDI-W1) จำนวนไม่เกิน 75,333,333 หน่วย ให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นในอัตราส่วน 3 หุ้นสามัญเดิม ต่อ 1 หน่วยใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยไม่คิดมูลค่า กรณีมีเศษให้ปัดทิ้ง

โดยอัตราการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วย มีสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ได้ 1 หุ้น ที่ราคาใช้สิทธิหุ้นละ 33.00 บาท อายุของใบสำคัญแสดงสิทธิเท่ากับ 3 ปี นับจากวันที่ออกใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยรายละเอียดเบื้องต้นของใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) ปรากฏตาม สิ่งที่ส่งมาด้วย ลำดับที่ 5 ซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายหนังสือเชิญประชุม

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการมอบอำนาจให้คณะกรรมการบริษัท และ/หรือ กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฯ และ/หรือ บุคคลที่คณะกรรมการบริษัทฯ และ/หรือ กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฯ มอบหมาย เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนดหลักเกณฑ์ และ/หรือ แก้ไขเปลี่ยนแปลง เงื่อนไข และรายละเอียดอื่นๆ ของใบสำคัญแสดงสิทธิ โดยรวมถึงการกำหนดวันออกใบสำคัญแสดงสิทธิ การเข้าเจรจา ตกลง  ลงนามในเอกสาร และสัญญาต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้ง ดำเนินการต่างๆอันจำเป็นและสมควร อันเกี่ยวเนื่องกับการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิในครั้งนี้ ซึ่งรวมถึงการนำใบสำคัญแสดงสิทธิและหุ้นสามัญที่ออกเนื่องจากการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิ เข้าจดทะเบียนเป็นหลักทรัพย์จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนดำเนินการขออนุญาตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

ทั้งนี้บริษัทฯ ได้กำหนดรายชื่อผู้ถือหุ้นที่มีสิทธิในการได้รับจัดสรรใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นในครั้งนี้ (Record Date) ในวันพฤหัสบดีที่ 3 พฤษภาคม 2561

ทั้งนี้ ข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อที่ 41(5) กำหนดให้กรณีการออกหุ้นบุริมสิทธิ หุ้นกู้ หุ้นบุริมสิทธิหรือหุ้นกู้แปลงสภาพเป็นหุ้นสามัญได้ และหลักทรัพย์อื่น ให้บังคับตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 และกฎหมายว่าด้วยหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ทั้งที่ใช้บังคับในปัจจุบันและที่ได้แก้ไขในอนาคตโดยอนุโลม

สำหรับคะแนนเสียงสำหรับการอนุมัติในวาระนี้ ให้ถือคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน และต้องไม่มีผู้ถือหุ้นซึ่งถือหุ้นรวมกันตั้งแต่ร้อยละ 10 ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นที่มาประชุม ออกเสียงคัดค้านการออกและเสนอขายใบสำคัญแสดงสิทธิดังกล่าว

จากนั้นประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ขอเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้น

พิจารณาอนุมัติการออกใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) เพื่อจัดสรรให้แก่ผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการถือหุ้นตามที่คณะกรรมการเสนอ

มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จากเดิม 2,260,000,000 บาท เป็น 3,013,333,330 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 75,333,333 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท มูลค่ารวม 753,333,330 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ  ครั้งที่ 1 (PDI-W1) โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติรับรองด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ดังนี้

เห็นด้วย         116,404,678 เสียง        คิดเป็นร้อยละ             99.85

ไม่เห็นด้วย            170,300 เสียง        คิดเป็นร้อยละ               0.15

งดออกเสียง                      0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                      –

บัตรเสีย                             0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                      –

วาระที่ 11 : พิจารณาอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1)

เลขานุการบริษัทได้รายงานว่า สืบเนื่องจากการพิจารณาอนุมัติการออกใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) ตามระเบียบวาระที่ 10 ข้างต้น คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่า สมควรเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จากเดิม 2,260,000,000 บาท เป็น 3,013,333,330 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 75,333,333 หุ้น   มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท มูลค่ารวม 753,333,330 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) ดังกล่าว รายละเอียดตามสิ่งที่ส่งมาด้วย ลำดับที่ 6 ซึ่งเป็นเอกสารแนบท้ายหนังสือเชิญประชุม

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 136(2) และข้อบังคับของบริษัท

ข้อ 33(2) (ก) กำหนดให้การเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมด้วยคะแนนเสียง ไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุม และมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

จากนั้นประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ขอเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้น

พิจารณาอนุมัติเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ เพื่อรองรับการใช้สิทธิตามใบสำคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) ตามที่คณะกรรมการเสนอ

มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ จากเดิม 2,260,000,000 บาท เป็น 3,013,333,330 บาท โดยการออกหุ้นสามัญเพิ่มทุนจำนวน 75,333,333 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท มูลค่ารวม 753,333,330 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ  ครั้งที่ 1 (PDI-W1) โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติรับรองด้วยคะแนนเสียงเกินกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้น ซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ดังนี้

เห็นด้วย         116,404,678 เสียง        คิดเป็นร้อยละ             99.85

ไม่เห็นด้วย            170,300 เสียง        คิดเป็นร้อยละ               0.15

งดออกเสียง                      0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                    –

บัตรเสีย                             0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                      –

วาระที่ 12 : พิจารณาอนุมัติแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทฯ ข้อ 4 (ทุนจดทะเบียน) เพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ

เลขานุการบริษัทรายงานว่า สืบเนื่องจากการพิจารณาอนุมัติการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ        ตามระเบียบวาระที่ 11 ข้างต้น คณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่า สมควรเสนอต่อที่ประชุมผู้ถือหุ้น   เพื่อพิจารณาอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัท ข้อ 4 (ทุนจดทะเบียน) เพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ ตามระเบียบวาระที่ 11 ดังกล่าว โดยให้ยกเลิกข้อความเดิม และให้ใช้ข้อความใหม่เป็นดังนี้

“ข้อ 4. ทุนจดทะเบียนจำนวน 3,013,333,330 บาท
แบ่งออกเป็น 301,333,333 หุ้น
มูลค่าหุ้นละ 10 บาท

 

โดยแบ่งออกเป็น
หุ้นสามัญ 301,333,333 หุ้น
หุ้นบุริมสิทธิ                   -ไม่มี- หุ้น”

นอกจากนี้ เห็นควรเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติให้บุคคลที่กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฯ มอบหมายในการจดทะเบียนแก้ไขหนังสือบริคณห์สนธิ ที่กรมพัฒนาธุรกิจการค้า กระทรวงพาณิชย์ มีอำนาจแก้ไขและเพิ่มเติมถ้อยคำ หรือดำเนินการใดๆ เพี่อให้เป็นไปตามคำสั่งของนายทะเบียน

ทั้งนี้ ตามพระราชบัญญัติบริษัทมหาชนจำกัด พ.ศ. 2535 มาตรา 31 และข้อบังคับของบริษัทฯ ข้อ 33(2) (ก) กำหนดให้การแก้ไขเปลี่ยนแปลงหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทฯ จะต้องได้รับอนุมัติจากที่ประชุมผู้ถือหุ้น ด้วยคะแนนเสียงไม่น้อยกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

จากนั้นประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ขอเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้น

พิจารณาอนุมัติแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทฯ ข้อ 4 (ทุนจดทะเบียน) เพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ รวมถึงการมอบอำนาจตามที่คณะกรรมการเสนอ

มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติการแก้ไขเพิ่มเติมหนังสือบริคณห์สนธิของบริษัทฯข้อ 4

(ทุนจดทะเบียน) เพื่อให้สอดคล้องกับการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ รวมถึงการมอบอำนาจ โดยยกเลิก

ข้อความเดิม และให้ใช้ข้อความใหม่เป็นดังนี้

“ข้อ 4. ทุนจดทะเบียนจำนวน 3,013,333,330 บาท
แบ่งออกเป็น 301,333,333 หุ้น
มูลค่าหุ้นละ 10 บาท

 

โดยแบ่งออกเป็น
หุ้นสามัญ 301,333,333 หุ้น
หุ้นบุริมสิทธิ                    -ไม่มี- หุ้น”

 

โดยที่ประชุมผู้ถือหุ้นได้มีมติรับรองด้วยเสียงเกินกว่าสามในสี่ของจำนวนเสียงทั้งหมดของผู้ถือหุ้นซึ่ง

มาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน ดังนี้

เห็นด้วย         116,419,878 เสียง        คิดเป็นร้อยละ             99.87

ไม่เห็นด้วย            155,100 เสียง        คิดเป็นร้อยละ               0.13

งดออกเสียง                      0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                    –

บัตรเสีย                             0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                      –

วาระที่ 13 : พิจารณาอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ

เลขานุการบริษัทรายงานว่าสืบเนื่องจากการพิจารณาอนุมัติการออกและเสนอขายใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) ตามระเบียบวาระที่ 10 และการเพิ่มทุนจดทะเบียนของบริษัทฯ ตามระเบียบวาระที่ 11 ข้างต้น บริษัทฯจึงจำเป็นที่จะต้องจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ จำนวนไม่เกิน 75,333,333 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1)

ที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทมีความเห็นว่า สมควรเสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นเพื่อพิจารณาอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทจำนวนไม่เกิน 75,333,333 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้หุ้นละ 10 บาท มูลค่ารวม 753,333,330 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิของใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) โดยไม่คิดมูลค่า โดยอัตราการใช้สิทธิของใบสำคัญแสดงสิทธิ 1 หน่วยมีสิทธิซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ได้ 1 หุ้น ที่ราคาใช้สิทธิหุ้นละ 33 บาท

นอกจากนี้ คณะกรรมการบริษัทมีมติเห็นชอบให้เสนอที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการมอบอำนาจให้คณะกรรมการบริษัท และ/หรือ กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฯ และ/หรือ บุคคลที่คณะกรรมการบริษัท และ/หรือ กรรมการผู้มีอำนาจทำการแทนบริษัทฯ มอบหมาย เป็นผู้มีอำนาจในการกำหนด และ/หรือ แก้ไขเปลี่ยนแปลง หลักเกณฑ์ เงื่อนไข และรายละเอียดอื่นๆ ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุน การเข้าเจรจา ตกลง ลงนาม และ/หรือ แก้ไขเพิ่มเติม ในเอกสารและสัญญาต่างๆที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งดำเนินการต่างๆอันจำเป็นและสมควร อันเกี่ยวเนื่องกับการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ การจดทะเบียนการเพิ่มทุนต่อกระทรวงพาณิชย์ และการนำหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ตลอดจนดำเนินการขออนุญาตต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง

โดยคะแนนเสียงสำหรับการอนุมัติในวาระนี้ ให้ถือคะแนนเสียงข้างมากของผู้ถือหุ้นซึ่งมาประชุมและมีสิทธิออกเสียงลงคะแนน

จากนั้นประธานฯ ได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นซักถาม เมื่อไม่มี ประธานฯ ขอเสนอให้ที่ประชุมผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทฯ รวมถึงการมอบอำนาจ ตามที่คณะกรรมการเสนอ

มติที่ประชุม  ที่ประชุมพิจารณาแล้วมีมติอนุมัติการจัดสรรหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัทจำนวนไม่เกิน

75,333,333 หุ้น มูลค่าหุ้นที่ตราไว้   หุ้นละ 10 บาท มูลค่ารวม 753,333,330 บาท เพื่อรองรับการใช้สิทธิของ

ใบสําคัญแสดงสิทธิที่จะซื้อหุ้นสามัญของบริษัทฯ ครั้งที่ 1 (PDI-W1) รวมถึงการมอบอำนาจโดยที่ประชุม

ผู้ถือหุ้นได้มีมติรับรองด้วยเสียงข้างมาก ดังนี้

เห็นด้วย         116,419,878 เสียง        คิดเป็นร้อยละ             99.87

ไม่เห็นด้วย           155,100  เสียง        คิดเป็นร้อยละ               0.13

งดออกเสียง                      0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                    –

บัตรเสีย                             0  เสียง        คิดเป็นร้อยละ                      –

วาระที่ 14 : เรื่องอื่นๆ

 

ประธานฯ ได้ขอปิดการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นและได้เปิดโอกาสให้ผู้ถือหุ้นได้ซักถาม เมื่อไม่มีคำถามประธานฯ จึงกล่าวปิดประชุมเวลา 16.15 น.

เลขานุการบริษัทได้ขอให้ผู้ถือหุ้นคืนบัตรยืนยันการลงคะแนนที่บริเวณทางออก เพื่อเป็นหลักฐานอ้างอิงต่อไป

 

รายงานการประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2561