ธุรกิจพลังงานทดแทน

บริษัทฯ มีรายได้หลักจากการดำเนินธุรกิจพลังงานทดแทน โดยผลิตและจำหน่ายกระแสไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ที่มีอยู่ทั้งในประเทศไทยจำนวน 7 แห่งและที่ประเทศญี่ปุ่นอีกจำนวน 2  แห่ง โดยมีกำลังผลิตรวม 50 เมกะวัตต์ ดำเนินการภายใต้กลุ่มบริษัท พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี  ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัทฯ ในปี 2563 การดำเนินงานของโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มทั้งหมดในกลุ่มบริษัทฯ ยังคงเป็นไปด้วยความราบรื่นและมีประสิทธิภาพสูงสุดภายใต้ระบบบริหารงานคุณภาพมาตรฐานสากล ISO 9001  ซึ่งในปีที่ผ่านมาโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในไทยทั้งหมดของกลุ่มบริษัทฯ ได้ผ่านการรับรองระบบมาตรฐานสากลเป็นที่เรียบร้อยแล้ว  นอกจากนี้บริษัทฯ ยังได้ให้ความสำคัญในการกำกับดูแลการดําเนินงานของโรงไฟฟ้าและการซ่อมบำรุงเครื่องจักรต่างๆ เองอย่างสม่ำเสมอเป็นประจำ ส่งผลให้โรงไฟฟ้าของกลุ่มฯ ผลิตกระแสไฟฟ้าได้เต็มประสิทธิภาพจำนวนประมาณ 70 ล้านกิโลวัตต์-ชั่วโมง (kWh) ซึ่งใกล้เคียงกับในปีก่อน และยังคงสามารถลดต้นทุนค่าใช้จ่ายโดยรวมลงได้ตามแผนงาน

แม้ว่าธุรกิจพลังงานทดแทนจะดำเนินการไปได้ด้วยดี สามารถสร้างกระแสเงินสดและอัตราผลตอบแทนที่มั่นคงให้กับบริษัทฯ แต่การขยายธุรกิจให้เติบโตก็เป็นไปได้ยากยิ่ง เนื่องจากไม่มีการประกาศซื้อขายไฟฟ้าหรือ PPA ใหม่อีก ทำให้การเติบโตทำได้จำกัดเพียงการซื้อกิจการหรือการซื้อขาย PPA เป็นการเฉพาะซึ่งมีขนาดเล็ก การแข่งขันที่สูงในตลาดยังทำให้ราคาของสินทรัพย์ที่มีอยู่ปรับสูงขึ้นอย่างมากทำให้ผลตอบแทนที่คาดว่าจะได้รับจากการลงทุนในโครงการดังกล่าวลดลง ด้วยกำลังการผลิตไฟฟ้าที่มีอยู่รวม 50 เมกะวัตต์ จึงทำให้บริษัทฯ เป็นเพียงผู้ผลิตไฟฟ้ารายเล็กและมีต้นทุนทางการเงินที่สูงกว่าคู่แข่งรายอื่นๆ  นอกจากนี้รายได้จากโซลาร์ฟาร์มมีแนวโน้มที่จะลดลงโดยอัตโนมัติเนื่องจากการเสื่อมสภาพของแผงโซลาร์ซึ่งส่งผลทำให้รายได้ลดลง รวมทั้งอัตราค่าไฟฟ้าที่รับซื้อในราคาพิเศษ (Adder) และสิทธิประโยชน์การได้รับภาษีจาก  BOI  จะทยอยสิ้นสุดลงในอีกไม่กี่ปี  บริษัทฯ จึงได้ทบทวนนโยบายการลงทุนในธุรกิจพลังงานทดแทนโดยตัดสินใจปรับลดกิจการธุรกิจพลังงานทดแทนด้วยการจำหน่ายโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในประเทศทั้งหมดเพื่อมุ่งเน้นธุรกิจโรงแรมและการบริการเป็นหลักซึ่งบริษัทฯ เห็นว่าเป็นธุรกิจที่มีอัตราการเติบโตต่อเนื่องและจะสร้างความมั่นคงในระยะยาว

เมื่อปลายปี 2563 บริษัทฯ ได้บรรลุสำเร็จในการเจรจาแผนจำหน่ายโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มในประเทศทั้ง 7  แห่งซึ่งมีกำลังการผลิตรวม 36.3  เมกะวัตต์ กับบริษัท บาฟส์ คลีน เอ็นเนอร์ยี่ คอร์เปอเรชั่น จำกัด หรือ BC ซึ่งเป็นบริษัทลูกของบริษัท บริการเชื้อเพลิงการบินกรุงเทพ จำกัด (มหาชน)  โดยจะจำหน่ายเงินลงทุนในบริษัท เอ ที ซี เอ็นไวโร จำกัด (ATCE)  บริษัท พีดีไอ แม่ระมาด จำกัด (PDIMR) และบริษัท พี.พี.โซล่า (หนองโน) จำกัด (PPS) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของกลุ่มบริษัท พีดีไอ เอ็นเนอร์ยีฯ ในมูลค่าประมาณ 1,700 ล้านบาท ให้กับ BC ซึ่งเป็นราคาขายที่เหมาะสมที่สะท้อนผลตอบแทนในอนาคตที่บริษัทฯ จะได้รับไว้ทั้งหมดแล้ว

สำหรับโรงไฟฟ้าทั้ง 7 แห่งนั้น ในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา บริษัทฯ ได้ดำเนินการผลิตและซ่อมบำรุงรักษาเครื่องจักรอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุดต่อเนื่องด้วยทีมบุคลากรที่มีความเชี่ยวชาญในธุรกิจเป็นอย่างดีภายใต้ระบบมาตรฐานสากล ISO  ซึ่งนอกจากการขายเงินลงทุนในบริษัทดังกล่าวทั้ง  3  แห่ง พนักงานของบริษัทฯ ยังได้รับการโอนย้ายว่าจ้างเป็นพนักงานของบริษัท บาฟส์ คลีน เอนเนอร์ยี่ฯ ด้วย

ส่วนโรงไฟฟ้าโซลาร์ฟาร์มที่ญี่ปุ่นอีกจำนวน  2  แห่งคือ โรงไฟฟ้านานาโอะ 2.27  เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าโนกาตะ 10.73  เมกะวัตต์ อยู่ในแผนการจำหน่ายและการเจรจากับผู้ลงทุนซื้อต่อไป ซึ่งบริษัทฯ จะเงินที่ได้จากการจำหน่ายโรงไฟฟ้าไปลงทุนขยายธุรกิจโรงแรมในอนาคตและธุรกิจอื่นๆ เพิ่มเติม

Nanao

  • Nanao 2.27 MW

Nogata

  • Nogata 11 MW

พีดีไอ เอเชีย โซลาร์

โซลาร์ฟาร์มที่นานาโอะ (Nanao) ขนาด 2.27  เมกะวัตต์   เปิดดำเนินการในเชิงพาณิชย์ตั้งแต่เดือนตุลาคม 2559  และสามารถผลิตไฟฟ้าได้ดีกว่าเป้าหมายร้อยละ 10

โซลาร์ฟาร์มที่โนกาตะ (Nogata) ขนาด 10.73  เมกะวัตต์ ดำเนินการก่อสร้างแล้วเสร็จปลายปี 2560 และเปิดดำเนินการเชิงพาณิชย์เมื่อวันที่ 1  มีนาคม 2561