พีดีไอพลิกกลับมากำไรปี 57 สูง 461 ล้าน สังกะสียังคงเป็นธุรกิจหลัก

12/03/2558

พีดีไอพลิกกลับมากำไรปี 57 สูง 461 ล้าน สังกะสียังคงเป็นธุรกิจหลัก • ผลประกอบการปี 2557 จากงบการเงินรวมมีกำไรสุทธิ 461 ล้านบาท เทียบกับปี 2556 ซึ่ง ขาดทุนสุทธิ 522 ล้านบาท • เตรียมงบลงทุนเบื้องต้น 1,500 ล้านบาท ระยะ 3 ปี (2558-2560) รองรับโครงการที่สร้างการเติบโต นายฟรานซิส แวนเบลเลน กรรมการผู้จัดการ บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือ PDI แถลงต่อสื่อมวลชนว่า ปี 2557 พีดีไอสามารถดำเนินการบรรลุเป้าหมายเชิงกลยุทธ์สร้างธุรกิจสังกะสีให้กลับมามีกำไรและสูงกว่าเป้าที่ตั้งไว้ จากงบการเงินรวมมีกำไรสุทธิ 461 ล้านบาท เทียบกับปี 2556 ซึ่ง ขาดทุนสุทธิ 522 ล้านบาท โดยมีรายได้จากการขายสินค้าและบริการ 5,593 ล้านบาท เพิ่มขึ้นเล็กน้อยจากปีก่อน ขณะที่ต้นทุนขายและบริการ 4,742 ล้านบาท ลดลงจากปีก่อน 435 ล้านบาท คิดเป็นร้อยละ 8 ส่งผลให้มีกำไรขั้นต้นเพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก โดยมีกำไรขั้นต้น 852 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจาก 290 ล้านบาท ในปี 2556 สาเหตุที่ผลประกอบการมีกำไรสูงขึ้นมากเป็นผลมาจาก 1.สภาวะตลาดโลหะสังกะสีโลกที่ปรับตัวดีขึ้น โดยมีราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 2,162 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน เพิ่มขึ้นร้อยละ 13 จากปี 2556 ซึ่งเฉลี่ยที่ 1,910 ดอลลาร์สหรัฐต่อตัน 2.เงินบาทอ่อนค่าจาก 30.86 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐในปีก่อนเป็น 32.62 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐฯ ในปีที่ผ่านมา 3. ค่าพรีเมียมของโลหะสังกะสีในตลาดที่สูงขึ้น และ 4. เพิ่มสัดส่วนการใช้แร่จากเหมืองแม่สอด ตลอดจนดำเนินมาตรการควบคุมดูแลค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานและการลงทุนอย่างเข้มข้น สำหรับผลประกอบการไตรมาสที่ 4 ของปี 2557 พีดีไอมีผลขาดทุนสุทธิ 20 ล้านบาท เทียบกับช่วง เดียวกันของปีก่อนซึ่งขาดทุนสุทธิ 411 ล้านบาท ทั้งนี้เป็นผลจากการรับรู้รายจ่ายเพื่อการฟื้นฟูและบูรณะสิ่งแวดล้อม เพิ่มขึ้นจำนวน 152 ล้านบาท จากการทบทวนแผนการใช้งานบ่อเก็บกากแร่ที่โรงงานตาก สังกะสียังเป็นธุรกิจหลักของพีดีไอ นายฟรานซิสกล่าวต่อว่า พีดีไอยังคงดำเนินธุรกิจสังกะสีแม้จะหยุดผลิตแร่จากเหมืองแม่สอดในอีกไม่กี่ปีข้างหน้าก็ตาม โดยธุรกิจสังกะสียังเป็นหนึ่งในธุรกิจของกลุ่มพีดีไอ แมททีเรียล โดยปรับกลยุทธ์มุ่งเน้นผลิตภัณฑ์โลหะสังกะสีผสมที่มีมูลค่าเพิ่ม และพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ สู่ตลาด เช่น ซิงก์ บอล และซิงก์ เกรน และอยู่ระหว่างศึกษาความเป็นไปได้ในการพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่มีมูลค่าเพิ่มอื่นๆ รวมถึงจัดหาแหล่งวัตถุดิบทางเลือกอื่นเพื่อทดแทนแร่สังกะสีจากเหมืองแม่สอด ซึ่งดำเนินการโดยพีดีไอ แมททีเรียล กรรมการผู้จัดการกล่าวต่อว่า แม้ว่าพีดีไอจะปรับแผนการผลิตและจำหน่ายโดยเน้นผลิตภัณฑ์โลหะสังกะสีผสม แต่พีดีไอยังคงให้ความสำคัญรักษาฐานตลาดโลหะสังกะสีแท่งบริสุทธิ์และดูแลลูกค้าในกลุ่มนี้ด้วยการนำเข้าโลหะสังกะสีคุณภาพสูง เพื่อตอบสนองความต้องการของลูกค้า ความคืบหน้าของโครงการลงทุนใหม่ นายฟรานซิสกล่าวต่อว่า “ขณะนี้พีดีไอมีสถานะการเงินที่แข็งแกร่งและพร้อมสำหรับการลงทุนในธุรกิจใหม่ ซึ่งจะใช้กระแสเงินสดจากการดำเนินงานของบริษัทฯ และส่วนหนึ่งเป็นเงินกู้จากสถาบันทางการเงิน โดยในเบื้องต้นจะใช้เงินลงทุนจำนวน 1,500 ล้านบาทในช่วงระยะเวลา 3 ปี (2558-2560) ซึ่งมีหลายโครงการที่มีความคืบหน้าอย่างมากและอยู่ในขั้นสุดท้ายของการทำให้เกิดขึ้นจริง โดยเฉพาะโครงการด้านพลังงานทดแทนซึ่งดำเนินการโดยพีดีไอ เอ็นเนอร์ยี ประกอบด้วย 1) โรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์หรือโซล่าร์ฟาร์มขนาดรวม 24 เมกะวัตต์ ซึ่งจะใช้ประโยชน์บนพื้นที่บ่อเก็บกากแร่ของโรงงานที่จังหวัดตาก โดยไม่กระทบต่อการใช้พื้นที่เกษตรกรรมเหมือนกับโครงการโซล่าร์ฟาร์มของที่อื่นๆ และยังมีความได้เปรียบอยู่ใกล้กับระบบสายส่งและสถานีส่งไฟฟ้าแรงสูงของการไฟฟ้าฝ่ายภูมิภาคและการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย ซึ่งหากการลงทุนมีความน่าสนใจเพียงพอ พื้นที่บ่อเก็บกากแร่จำนวน 420 ไร่ สามารถรองรับโครงการโซล่าร์ฟาร์มของพีดีไอได้ถึง 50 เมกะวัตต์ 2) โรงไฟฟ้าพลังงานลมหรือวินด์ฟาร์มขนาด 18 เมกะวัตต์ที่จังหวัดนครราชสีมา ซึ่งได้ดำเนินการติดตั้งเครื่องวัดกำลังลมเพื่อเก็บข้อมูลอย่างน้อยเป็นระยะเวลา 1 ปี และศึกษาความเป็นไปได้ในด้านวิศวกรรมที่จำเป็น โดยพีดีไอจะลงทุนในโรงไฟฟ้าพลังงานลมร้อยละ 80 พีดีไอได้ศึกษาด้านเทคนิคและการลงทุนทั้งสองโครงการเสร็จเรียบร้อยแล้ว รอเพียงการประกาศเปิดรับซื้อไฟฟ้ารอบใหม่จากภาครัฐที่คาดว่าจะเปิดภายในปี 2558 หากพีดีไอได้สัญญารับซื้อไฟฟ้า หรือ PPA (Power Purchase Agreement) ก็สามารถสร้างโรงไฟฟ้าได้ภายใน 1-2 ปี 3) โรงไฟฟ้าชีวมวลหรือไบโอแมสขนาด 8 เมกะวัตต์ ที่จังหวัดสุราษฎร์ธานี ซึ่งใช้ทะลายปาล์มเป็นเชื้อเพลิงและเป็นโครงการที่มีสัญญาการรับซื้อไฟฟ้าหรือ PPA อยู่แล้ว อยู่ระหว่างการศึกษารายละเอียดด้านเทคโนโลยีที่เหมาะสมและมีประสิทธิภาพดีที่สุด ซึ่งคาดว่าจะดำเนินการก่อสร้างในปี 2558 ข้อมูลทั่วไป บริษัท ผาแดงอินดัสทรี จำกัด (มหาชน) หรือเรียกย่อว่า พีดีไอ ก่อตั้งขึ้นเมื่อวันที่ 10 เมษายน 2524 เป็นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย มีทุนจดทะเบียน 2,260 ล้านบาท ดำเนินธุรกิจผลิตโลหะสังกะสีคุณภาพสูงมาตลอดระยะเวลากว่า 30 ปี โดยมีผลิตภัณฑ์หลักประกอบด้วย โลหะสังกะสีแท่งบริสุทธิ์และโลหะสังกะสีผสม ซึ่งใช้ในอุตสาหกรรมชุบเคลือบด้วยสังกะสีและอุตสาหกรรมหล่อขึ้นรูปชิ้นงาน ในปี 2557 บริษัทฯ ได้ปรับโครงสร้างธุรกิจเพื่อมุ่งสู่ “อุตสาหกรรมสีเขียว” ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมและสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน โดยจัดโครงสร้างธุรกิจเป็น 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ 1.พีดีไอ แมททีเรียล ดำเนินธุรกิจโลหะพื้นฐานที่มีมูลค่าเพิ่ม 2.พีดีไอ อีโค ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับวัตถุดิบ การจัดการกากอุตสาหกรรม และการรีไซเคิล และ 3.พีดีไอ เอ็นเนอร์ยี ดำเนินธุรกิจเกี่ยวกับการผลิตพลังงานทดแทน ——————————————————————————–